<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-4265893165138912706</id><updated>2011-09-22T01:01:14.788-07:00</updated><category term='กรุ๊ปเลือด'/><category term='H1N1'/><category term='สมาธิ'/><category term='อาหารเพื่อสุขภาพ'/><category term='สุขภาพเล็บ'/><category term='สุขภาพผิว'/><category term='ความอ้วน'/><category term='ตั้งครรภ์'/><category term='คู่รัก'/><category term='ความรัก'/><category term='สุขภาพชาย'/><category term='สุขภาพจิต'/><category term='สุขบัญญัติ'/><category term='เล็บ'/><category term='สุขภาพผิวหน้า'/><category term='ทับทิม'/><category term='ฝังเข็ม'/><category term='สุขภาพหญิง'/><category term='สิว'/><category term='สุขภาพการทานอาหาร'/><category term='สุขภาพดวงตา'/><category term='ประโยชน์ของทับทิม'/><category term='ชาเขียว'/><category term='โรคซึมเศร้า'/><category term='ออกกำลังกาย'/><category term='Mineral Oil'/><category term='มะเร็ง'/><category term='ความเครียด'/><category term='สุขภาพทางเพศ'/><category term='โยคะ'/><category term='สุขภาพร่างกาย'/><category term='สมุนไพร'/><category term='กรดอะมีโนธีอะนีน'/><category term='ไข้หวัด'/><category term='สุขภาพการทำงาน'/><category term='สุขภาพสมอง'/><category term='การดื่มน้ำ'/><category term='สุขภาพเด็ก'/><category term='สุขภาพการทานยา'/><category term='สุขภาพผม'/><category term='ลดหน้าท้อง'/><title type='text'>Health Care เว็บข้อมูลสุขภาพ</title><subtitle type='html'>ข้อมูลสุขภาพ การดูแลสุขภาพ เว็บ สุขภาพ วิธีดูแลสุขภาพ บทความการดูแลสุขภาพ ร่างกาย จิตใจ</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>ojogabonitoo</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07502645820884715632</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>46</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4265893165138912706.post-1039128125336444450</id><published>2010-03-22T14:36:00.000-07:00</published><updated>2010-03-22T14:41:28.493-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพร่างกาย'/><title type='text'>สาเหตุ ทำให้ไม่มีเรี่ยวแรงและอ่อนเพลียทั้ง 18</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(204, 102, 0);"&gt;18 คำตอบ เวลาที่คุณรู้สึกไม่มีเรี่ยวแรง เวลาที่เราอ่อนเพลีย เรามักโทษความเครียดและการนอนน้อย แต่ยังมีสิ่งผิดปกติอื่นอีกที่สามารถสูบพลังจนหมดตัวคุณได้ โชคดีที่เรามีวิธีเรียกพลังใจและกายกลับคืนมา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. ใช้โทรศัพท์มากเกินไป คุณจะเสียน้ำในร่างกายไปทางปากขณะพูด ซึ่งเป็นอาการที่เรียกว่า Phone-Fatigue ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่สำ หรับพนักงานตามศูนย์บริการลูกค้า อาการขาดน้ำทำให้เลือดแข็งตัวและลดปริมาณออกซิเจนในระบบที่เป็นตัวให้ พลังงาน   ดังนั้น ถ้าคุณใช้โทรศัพท์นาน ควรดื่มน้ำมากๆ ระหว่างคุย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. ความดันเลือดต่ำ ความดันเลือดต่ำคือสาเหตุใหญ่ที่คุณหมดแรง แพทย์ยังไม่รู้ว่าทำไม แต่เป็นไปได้ว่ามันทำให้เลือดส่งไปยังสมองไม่เต็มที่ ซึ่งอาจทำให้อ่อนเพลีย อาการที่พบได้บ่อยที่สุดในคนที่มีความดันเลือดต่ำคือ รู้สึกหน้ามืดเวลาลุกขึ้นปุบปับ หรือเวลายืนนานๆ ถ้าคุณมีอาการเหล่านี้ควรปรึกษาแพทย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. เล่นเน็ตดึกเกินไป ฮอร์โมนเมลาโตนิน ( Melatoni n) จะกระตุ้นให้เรานอนหลับ แต่แสงจากจอคอมพิวเตอร์อาจทำให้เราหลับยาก โดยเฉพาะเมื่อคุณกำลังดูสิ่งที่สนใจอยู่ ซึ่งทำให้คุณมักนอนดึก และมีเวลานอนหลับน้อยลง ให้คุณทำอย่างอื่นที่ผ่อนคลายกว่า เช่น อ่านหนังสือแล้วดูสิว่าคุณจะตื่นตัวมากกว่าเดิมในวันใหม่หรือเปล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. กินอาหารไม่เต็มที่ การเฝ้ารออาหารจะเพิ่มปริมาณน้ำย่อย และทำให้เราดูดซับสารอาหารได้มากขึ้นที่มันเกี่ยวกับอาการอ่อนเพลียก็เพราะ การขาดธาตุเหล็กคือหนึ่งในสาเหตุของความอ่อนเพลียที่พบมากในผู้หญิง ดังนั้นไม่ว่าอะไรที่เพิ่มระดับสารอาหารให้คุ ณ ก็จะเพิ่มพลังใจและกายให้ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5. ไม่ออกกำลัง นักวิจัยพบว่าคนที่ออกกำลังอย่างน้อย 20 นาที แม้จะแค่อาทิตย์ละครั้งก็จะรู้สึกอ่อนเพลียน้อยกว่า คนที่ไม่ออกกำลังเลยประมาณ 30% ถ้าเห็นว่าออกกำลังเป็นเรื่องยากเกินไปให้คุณกินผักและผลไม้เพิ่ม   คนที่กินผักผลไม้อย่างน้อย 4 – 5 จานต่อวันจะออกกำลังได้อย่างสบายๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6. อิทธิพลของเดือนเกิด ถ้าคุณเกิดเดือนธันวาคม หรือมกราคม จะอ่อนเพลียในช่วงเย็นมากกว่าคนที่เกิดเดือนมิถุนายน หรือกรกฎาคมที่จะขี้เซาในยามเช้า นักวิทยาศาสตร์บอกว่า การสัมผัสของแสงแดดยามเช้าประมาณ 15 นาที จะทำให้คนประเภทหลังตาสว่าง ส่วนกาแฟยามบ่ายจะเพิ่มพลัง ให้กับคนประเภทแรก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;7. กรามแข็ง คุณสามารถใส่นิ้ว 3 นิ้วเรียงเป็นแนวตั้งเข้าปากพร้อมกันหรือเปล่า ถ้าไม่ได้ คุณคงมีปัญหาที่เรียกว่า โรค TMJ (TemporomandiBular Joint Disorder) แพทย์บอกว่ามันคือความไม่สมดุลระหว่างกล้ามเนื้อใกล้กราม และตำแหน่งของฟัน อาการทั่วไปคืออ่อนเพลีย และปวดหัว ปวดคอ หรือไหล่ ควรปรึกษาทันตแพทย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;8. ธรณีหน้าต่างสกปรก จากการวิจัยพบว่า 88% ของบ้านทั่วไปจะมีราขึ้นตามหน้าต่าง และการแพ้เชื้อราเหล่านี้เองคือ สาเหตุหนึ่งของความอ่อนเพลีย ใช้ผงซักฟอกทำความสะอาดและตรวจดูผ้าม่านอาบน้ำของคุณด้วยว่ามีราหรือเปล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;9. ไม่ได้เอาผ้าห่มไปผึ่งแดด ระดับความขึ้นสูงทำให้ไรฝุ่นเติบโตได้ดี มันอาจกระตุ้นให้เกิดการอักเสบตามหลอดลมในปอด ทำให้หายใจติดขัดและนอนหลับไม่สนิท และเป็นสาเหตุของความอ่อนเพลียในวันต่อมา นำผ้าห่มผึ่งแดด เป็นประจำเมื่อความชื้นหมดไป ก็ไม่มี ไรฝุ่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;10. เชื่องช้า งุ่มง่าม ร่างกายจะใช้พลังงานมากขึ้นเมื่อคุณงุ่ม ง่าม เพราะปริมาณกลูโคสเข้าสู่สมองน้อยลง คุณเลยอ่อนเพลีย การผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเครียดทำได้โดยเหวี่ยงแขนไปหน้าและหลัง สลับทีละแขน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;11. อยู่ใกล้คนมองโลกในแง่ร้าย คนที่มองทุกอย่างในแง่ร้ายจะฉุดพลังคุณหดหายไปด้วย เพื่อลดอิทธิพลของพวกเขาให้จินตนาการว่า คุณกำลังใส่เสื้อคลุมสีดำเวลาคุยกันก็จะยับยั้งไม่ให้คุณดูดพลังแง่ลบจากพวก เขาได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;12. อยู่ใกล้เครื่องใช้ ไฟฟ้ามากเกินไป ขั้วบวกที่มาจากอุปกรณ์ อิเล็กโทรนิกส์ หรือเครื่องปรับอากาศอาจกระตุ้นให้เกิดฮอร์โมนที่ทำให้เราอ่อนเพลียและซึม เศร้า ให้เสียบปลั๊กตัว แปลงขั้วไฟฟ้าเพื่อเพิ่มระดับของขั้วลบที่เสริมพลังในอากาศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;13. ลืมดื่มกาแฟตอนเช้า ถ้าคุณไม่ได้ดื่มกาแฟยามเช้า พลังกายและใจอาจตกวูบในวันนี้ จากงานวิจัยพบว่าผู้ร่วมวิจัย 50% มีอาการอ่อนเพลียถ้าไม่ได้ดื่ม กาแฟถ้วยแรกของวัน ซึ่งมีถึง 13% ที่ไม่สามารถทำอะไรได้เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;14. บ้าน รก ผู้เชี่ยวชาญด้านฮวงจุ้ยบอกว่ากองสิ่งของรกเกะกะจะทำ ให้สถานที่นั้นขาดพลังและกระตุ้นให้คุณขาดพลังไปด้วย คุณไม่ต้องถึงกับเก็บทุกอย่างในทันที แค่สะสางพื้นที่อาทิตย์ละครั้งก็ใช้ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;15. ร่างกายมีปัญหา แม้ว่าการเจ็บหน้าอกคือสัญญาณหลักๆ บอกถึงอาการโรคหัวใจ แต่สำหรับเพศหญิงสัญญาณนั้นอาจเป็นความอ่อนเพลีย ซึ่งมีมากถึง 70% ที่ อ่อนเพลียภายในเดือนนั้น ก่อนหัวใจกำเริบ สัญญาณอื่นๆ อาจ รวมถึงการนอนไม่หลับ หายใจขาดห้วง อาหารไม่ย่อย และความเครียด 43% ของผู้หญิงไม่มีอาการเจ็บ หน้าอกเลย แม้โรคหัวใจจะกำเริบก็ตาม พบผู้หญิงวัยก่อนหมดประจำเดือนเป็นโรคหัวใจน้อยมาก แต่ถ้าคุณรู้สึกไม่ดีควรตรวจร่างกาย โดยเฉพาะถ้าคุณมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น สูบบุหรี่ ความดันเลือดสูง คลอเรสเตอรอล สูง เป็นเบาหวาน หรือคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;16.   กลั้นหาว การหาวเป็นวิธีธรรมชาติที่ร่างกายของเรากระตุ้น ให้เราตื่น นักจิตวิทยาบอกว่าการเคลื่อนไหวของ กรามจะบีบหลอดเลือดบนใบหน้า ซึ่งส่งเลือดไปยังสมอง การกลั้นหาวจึงเป็นการยับยั้งกระบวนการนี้ และทำให้คุณยิ่งง่วงนอนมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;17. ใช้ชีวิตตามตาราง ตารางกิจกรรมที่เตือนคุณทุกอย่างว่า ต้องทำอะไรบ้าง คือตัวดูดพลังชั้นดี นักวิจัยพบว่าคนที่คิดว่าเขา ทำอะไรไปได้มากแค่ไหนมักจะอ่อนเพลียง่ายกว่า คนที่ทำสิ่งที่ต้องทำไปเรื่อยๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;18.   หมอนเก่าเกินไป ถ้าหมอนของคุณยวบยาบไม่แข็งพอ จะทำให้ลำคอของคุณไม่ได้ระนาบเดียวกับลำตัว ซึ่งไม่เพียงทำให้กล้ามเนื้อตึงตัวซึ่งทำให้คุณนอนไม่หลับแล้ว ยังไปกีดขวางระบบการหายใจเวลาคุณหลับด้วย ถ้าหมอนของคุณอ่อนนิ่มจนโอบรอบแขนคุณได้ก็ถึงเวลาซื้อใบใหม่แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_ZymOpV5Sm3c/S6fj1_G3mII/AAAAAAAABXs/zlZJcHqth68/s1600-h/%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%A2.jpg"&gt;&lt;img style="display: block; margin: 0px auto 10px; text-align: center; cursor: pointer; width: 400px; height: 266px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_ZymOpV5Sm3c/S6fj1_G3mII/AAAAAAAABXs/zlZJcHqth68/s400/%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%A2.jpg" title="สาเหตุของอาการอ่อนเพลีย" alt="สาเหตุของอาการอ่อนเพลีย" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5451576390568089730" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อมูลจาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;❁ K F C ❁ เว็บ www.postjung.com&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4265893165138912706-1039128125336444450?l=xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/feeds/1039128125336444450/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2010/03/healthy-beauty.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/1039128125336444450'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/1039128125336444450'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2010/03/healthy-beauty.html' title='สาเหตุ ทำให้ไม่มีเรี่ยวแรงและอ่อนเพลียทั้ง 18'/><author><name>ojogabonitoo</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07502645820884715632</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_ZymOpV5Sm3c/S6fj1_G3mII/AAAAAAAABXs/zlZJcHqth68/s72-c/%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%A2.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4265893165138912706.post-4497468692896098075</id><published>2010-03-21T00:15:00.000-07:00</published><updated>2010-03-21T00:18:43.832-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพผม'/><title type='text'>ผมหงอกก่อนวัย สาเหตุมาจากอะไร?</title><content type='html'>ชาว เอเชีย ฝรั่ง และแอฟริกันมีสีผมต่างกัน สีเหล่านี้เกิดจากเซลล์เมลาโนไซท์ผลิตเม็ดสีเมลานินได้สองโทนสี คือ เหลืองปนแดง และน้ำตาลปนดำ ซึ่งแต่ละเชื้อชาติจะผลิตสีออกมาในสัดส่วนที่แตกต่างกัน เมื่ออายุมากขึ้น รากผมค่อยๆ เสื่อม ทำให้ผมบางลง พร้อมกับเซลล์เมลาโนไซท์ผลิตเม็ดสีน้อยลงเรื่อยๆ จนกลายเป็นสีขาวซึ่งเราเรียกว่า ผมหงอก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;        จากงานวิจัยพบว่าเมื่ออายุ 50 ปี คนส่วนใหญ่มีผมหงอกไปครึ่งศีรษะแล้ว โดยฝรั่งผมเริ่มหงอกเร็วและลามไวกว่าคนเอเชีย และแอฟริกัน เพราะสีผมบลอนด์เกิดจากเม็ดสีเหลืองปนแดง ซึ่งใกล้เคียงกับสีขาวมากที่สุด เวลาเมลาโนไซท์หยุดสร้างสี จะพบว่าเส้นผมกลายเป็นสีขาวชัดเจน ซึ่งแตกต่างจากชาติที่มีผมดำ หรือน้ำตาล ที่จะเปลี่ยนเป็นสีเทาก่อนแล้วจึงค่อยเปลี่ยนเป็นสีขาวในเวลาต่อมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;h4&gt;ผมหงอกก่อนวัย&lt;/h4&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;        ผมหงอกแสดงถึงเซลล์ร่างกายเริ่มเสื่อมลงหรือเรียก สั้นๆ ว่า "เริ่มแก่" ซึ่งปัจจุบันแนวโน้มอายุคาดหวังของประชากรโลกลดลงเรื่อยๆ จึงไม่แปลกใจเลยที่หนุ่มสาวอายุเพิ่งยี่สิบก็มีผมหงอกแล้ว โดยทั่วไปผมจะเริ่มหงอกจากจอน ขมับ แล้วลามไปทั่วศีรษะ อาจเป็นเพราะหนังศีรษะแต่ละส่วน ทั้งด้านหน้า ตรงขมับ ด้านข้าง ด้านหลัง และกลางศีรษะ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีคำอธิบายแน่ชัดว่าเพราะเหตุใด แต่หากเปรียบเทียบทั้งร่างกาย จะพบว่าผมหงอกเริ่มที่ศีรษะก่อนแล้วค่อยลามไปที่เคราและขนตามร่างกายในเวลา ต่อมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใครมีผมหงอกก่อนวัยได้บ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;        • ทายาทผมหงอก คนที่ได้รับถ่ายทอดยีนผมหงอกมาจากพ่อหรือแม่ หากพ่อแม่มีผมหงอกก่อนวัยก็เชื่อได้เลยว่าลูกมีสิทธิ์ผมหงอกตอนเป็นหนุ่มได้ เช่นกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;        • สิงห์นักสูบ มีงานวิจัยว่า คนที่สูบบุหรี่ตั้งแต่อายุน้อยจะมีผมหงอกก่อนคนที่ไม่สูบบุหรี่ เพราะสารอนุมูลอิสระจากการเผาไหม้บุหรี่เข้าสู่ร่างกาย ทำให้เซลล์ทั่วร่างกายแก่เร็ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;        • เป็นโรคกระดูกพรุนหรือโรคหลอดเลือดหัวใจ ผู้ที่เป็นโรคใดโรคหนึ่งในสองโรคนี้ บ่งบอกถึงสัญญาณความชรามาเยี่ยมแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การรักษา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;        ไม่มีทั้งยารับ ประทานและยาทาที่สามารถฟื้นคืนเซลล์สร้างเม็ดสีให้ทำงานปกติได้เลย แต่มีวิธีเดียวคือ เมื่อเริ่มรู้ว่ามีผมหงอกแค่เพียงเส้นเดียว ควรหันมาออกกำลังกายเสียตั้งแต่เนิ่นๆ ควบคู่กับรับประทานผัก ผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ จะช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน หลอดเลือดหัวใจ และชะลอวัยได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;        วิทยาศาสตร์การแพทย์ไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหาผมหงอกก่อนวัย และอนาคตอาจมีการใช้ สเต็มเซลล์ ปลูกเซลล์รากผมที่ดีลงไปแทนได้ ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ในขั้นทดลอง หรืออาจใช้ ฮอร์โมนต้านความชรา แต่หากไม่ควบคุมปริมาณให้ดีอาจก่อมะเร็งได้ ต้องจับตาดูว่าทั้งสองวิธีนี้จะผ่านการรับรองจากวงการแพทย์เมื่อไร เพื่อความปลอดภัยของทุกคน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;        อย่างไรเสีย ผมหงอกก็ยังเป็นผมที่แข็งแรงอยู่นะคะ หากรักษาให้เงางามก็ดูดีแบบผมสีดอกเลาได้เหมือนกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อมูลจาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;healthandcuisine&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4265893165138912706-4497468692896098075?l=xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/feeds/4497468692896098075/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2010/03/hair-care.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/4497468692896098075'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/4497468692896098075'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2010/03/hair-care.html' title='ผมหงอกก่อนวัย สาเหตุมาจากอะไร?'/><author><name>ojogabonitoo</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07502645820884715632</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4265893165138912706.post-4814677823808190960</id><published>2010-03-20T12:32:00.000-07:00</published><updated>2010-03-20T12:36:55.592-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพดวงตา'/><title type='text'>การดูแลรักษาดวงตาเมื่อต้องทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์</title><content type='html'>&lt;h4&gt;เคล็ดลับเพื่อตาคู่สวย&lt;/h4&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณเคยรู้สึกเมื่อล้าดวงตา เนื่องจากการทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็น เวลานาน ๆ หรือไม่ เชื่อว่าสาวออฟฟิศส่วนใหญ่ต้องเคยสัมผัสกับอาการเหล่านั้นแน่นอน ซึ่งวันนี้เราก็มีเคล็บลับสำหรับผู้ที่ต้องใช้เวลาส่วน ใหญ่อยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์มาฝาก เพื่อรักษาดวงตาคู่สวยของคุณให้ใสปิ๊งอยู่ตลอด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. หมั่น กระพริบตาให้บ่อยขึ้น อาการตาแห้งเกิดจากเมื่อเรามีสมาธิขณะทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ อัตราการกระพริบตาจะลดลงจาก 20-22ครั้ง ต่อนาที เหลือเพียง 6-8 ครั้ง ต่อนาที ถ้าไม่อยากตาแห้ง ก็ต้องกระพริบตาบ่อยขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. จัดวางคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสม ปรับความสูงของจอให้เหมาะสม โดย ระยะห่างระหว่างจอภาพกับตัวเรา ควรอยู่ระหว่าง 20-28 นิ้ว หรือประมาณ 1 ช่วงแขน จุดศูนย์กลางของคอมพิวเตอร์ควรอยู่ต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ 4-9 นิ้ว ไม่ควรอยู่สูงหรือต่ำกว่านี้มากนัก และควรจะตั้งตรงหน้า ตำแหน่งการวางคอมพิวเตอร์ควรจะให้หน้าต่างอยู่ด้านข้างของโต๊ะ เพื่อป้องกันไม่ให้แสงตกสะท้อนหน้าจอ&lt;br /&gt;"ถนอมสายตา"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. ปรับตัวอักษรให้ใหญ่ขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. เลือกแว่นที่ใช้กับคอมพิวเตอร์ ควรใช้เลนส์สีชมพูอ่อน จะช่วยให้สบายตาขึ้นภายใต้แสงจากหลอดไฟฟ้าฟลูออเรสเซนต์ สำหรับ คนที่ใส่แว่นควรปรึกษาจักษุแพทย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5. เบรกซะบ้าง ทุกๆชั่วโมง ควรลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายสัก 10 นาที เพื่อพักสายตา และป้องกันไม่ให้เกิดความเมื่อยล้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6. เปลี่ยนจอใหม่ เลือกใช้จอชนิดLCD (จอแบน) แม้ราคาจะแพงกว่าจอธรรมดา (CRT) แต่ช่วยถนอมตาได้มาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_ZymOpV5Sm3c/S6Ujq538U9I/AAAAAAAABXE/Wy65OBo8BqI/s1600-h/%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B2.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 297px; height: 297px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_ZymOpV5Sm3c/S6Ujq538U9I/AAAAAAAABXE/Wy65OBo8BqI/s400/%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B2.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5450802143998792658" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อมูลจาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;www.zazana.com&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4265893165138912706-4814677823808190960?l=xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/feeds/4814677823808190960/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2010/03/protect-eyes-in-front-of-monitor.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/4814677823808190960'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/4814677823808190960'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2010/03/protect-eyes-in-front-of-monitor.html' title='การดูแลรักษาดวงตาเมื่อต้องทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์'/><author><name>ojogabonitoo</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07502645820884715632</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_ZymOpV5Sm3c/S6Ujq538U9I/AAAAAAAABXE/Wy65OBo8BqI/s72-c/%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B2.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4265893165138912706.post-819170138459564726</id><published>2010-03-19T11:27:00.000-07:00</published><updated>2010-03-19T11:33:29.167-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพหญิง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มะเร็ง'/><title type='text'>อันตรายของทิชชูกับมะเร็งปากมดลูก</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(204, 0, 0);"&gt;ทิชชูกับมะเร็งปากมดลูก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เกร็ดความรู้วันนี้เป็นของชาวเว็บท่านหนึ่งที่อยากฝากเตือนผู้หญิงทุกคนค่ะ นั่นคือ มะเร็งร้ายที่ปากมดลูก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  สิ่งที่ข้าพเจ้าจึงไม่อยากให้เกิดขึ้นกับใครอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  มะเร็งปากมดลูกไม่จำเป็นต้องมีเพศสัมพันธ์ แต่เกิดได้จากการใช้ทิชชูในเวลาทำกิจวัตร จะเกิดจากเป็นเชื้อราเล็กๆ และขยายวงกว้างจนกลายเป็นมะเร็งร้าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  ตอนนี้ข้าพเจ้าเป็นเชื้อราเล็กๆ อยู่จึงไม่กังวลมาก แต่สาเหตุที่แท้จริงคือทิชชูมีสารเคมีตัวฉกาจที่เมื่อใช้เป็นเวลานานติดต่อ กันจะทำให้เกิดในช่องคลอดได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  หมอแนะนำว่าหลังจากเสร็จกิจใน ห้องน้ำ ให้ใช้ทิชชูซับแทนการเช็ด และต้องซับครั้งเดียว ไม่เกิน 10 วินาทีเป็นการหลีกเลี่ยงการเกิดเชื้อราได้ 50 % ด้วยความปรารถนาดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_ZymOpV5Sm3c/S6PDZitWhQI/AAAAAAAABW8/pWyN1K7Whio/s1600-h/%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%8A%E0%B8%B9%E0%B9%88.jpg"&gt;&lt;img style="display: block; margin: 0px auto 10px; text-align: center; cursor: pointer; width: 400px; height: 367px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_ZymOpV5Sm3c/S6PDZitWhQI/AAAAAAAABW8/pWyN1K7Whio/s400/%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%8A%E0%B8%B9%E0%B9%88.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5450414817629603074" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ข้อมูลจาก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เดลินิวส์&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4265893165138912706-819170138459564726?l=xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/feeds/819170138459564726/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2010/03/blog-post_19.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/819170138459564726'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/819170138459564726'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2010/03/blog-post_19.html' title='อันตรายของทิชชูกับมะเร็งปากมดลูก'/><author><name>ojogabonitoo</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07502645820884715632</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_ZymOpV5Sm3c/S6PDZitWhQI/AAAAAAAABW8/pWyN1K7Whio/s72-c/%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%8A%E0%B8%B9%E0%B9%88.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4265893165138912706.post-967038942008062049</id><published>2010-03-17T21:34:00.000-07:00</published><updated>2010-03-17T21:41:43.869-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพร่างกาย'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การดื่มน้ำ'/><title type='text'>ประโยชน์จากการดื่มน้ำ</title><content type='html'>เทรนด์สุขภาพจากญี่ปุ่นที่กำลังมาแรง คือการดื่มน้ำทันทีหลังจากตื่นนอนตอนเช้า (ก่อนแปรงฟัน) เพราะจากการทดลองทางวิทยาศาสตร์พบว่า น้ำสามารถใช้ชะลอความแก่และบำบัดรักษาโรคต่างๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไปได้ผลเกือบ 100% เช่นอาการปวดหัว ปวดตามตัว โรคระบบหัวใจ โรคไขข้ออักเสบ โรคลมบ้าหมู โรคอ้วน โรคหลอดลมอักเสบ โรคหืด วัณโรค อาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ไขสันหลังอักเสบ โรคไตและยูริก โรคแสลงคลื่นไส้ต่างๆ โรคกระเพาะ โรคท้องร่วง โรคริดสีดวงทวาร โรคเบาหวาน โรคอาการท้องผูก โรคตา โรคมะเร็ง ประจำเดือนไม่ปกติ และโรคคอ หู จมูก เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;วิธีปฏิบัติ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;1. ทันทีที่ตื่นนอนตอนเช้า ให้ดื่มน้ำ 4 แก้ว (ประมาณ 640 ซีซี)&lt;br /&gt;2. หลังจากนั้นสามารถล้างหน้าอาบน้ำได้ แต่ต้องไม่ดื่มหรือรับประทานอะไรเลย หลังจาก 45 นาทีแล้วจึงรับประทานได้ตามปกติ&lt;br /&gt;3. หลังรับประทานอาหารเช้า กลางวัน เย็น 15 นาที ไม่ควรดื่มน้ำหรือรับประทานอะไร จนกระทั่ง 2 ชั่วโมงผ่านไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_ZymOpV5Sm3c/S6GuzhU1RaI/AAAAAAAABWs/t5TCpmadHBs/s1600-h/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3.jpg" target=_blank&gt;&lt;img style="display: block; margin: 0px auto 10px; text-align: center; cursor: pointer; width: 300px; height: 288px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_ZymOpV5Sm3c/S6GuzhU1RaI/AAAAAAAABWs/t5TCpmadHBs/s400/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3.jpg" alt="การดื่มน้ำ" title="การดื่มน้ำ" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5449829224237319586" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ว่ากันว่าเมื่อทำเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้โรคที่เป็นอยู่ค่อยๆ บรรเทาและหายขาดได้ในที่สุด ที่สำคัญคือไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่อาจจะทำให้ปัสสาวะบ่อยขึ้นเท่านั้น ไม่ลองไม่รู้ !&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อมูลจาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://woman.sanook.com&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4265893165138912706-967038942008062049?l=xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/feeds/967038942008062049/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2010/03/benefits-of-water.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/967038942008062049'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/967038942008062049'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2010/03/benefits-of-water.html' title='ประโยชน์จากการดื่มน้ำ'/><author><name>ojogabonitoo</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07502645820884715632</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_ZymOpV5Sm3c/S6GuzhU1RaI/AAAAAAAABWs/t5TCpmadHBs/s72-c/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4265893165138912706.post-4910112660931036340</id><published>2010-03-16T19:28:00.000-07:00</published><updated>2010-03-16T19:32:43.046-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพสมอง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพจิต'/><title type='text'>วิธีฝึกบำรุงสมอง ช่วยให้จำได้แม่้นยำ</title><content type='html'>งานวิจัยเพื่อค้นหาวิธีการ "บำรุงสมอง" ยังมีเผยแพร่ออกสู่สาธารณะอย่างต่อเนื่องครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;งานเด่นๆ ที่ผ่านมาก็เช่น ผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา ที่บอกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การออกกำลังกายอย่างพอเหมาะนั้นส่งผลดีต่อสมอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะ ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ทำให้เลือดไหลไปเลี้ยงสมองดีขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อ สมองแข็งแรง "ความจำ" ก็แม่นยำ ปิ๊งปั๊งตามไปด้วยโดยอัตโนมัติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอก จากนั้น ในวงการแพทย์ปัจจุบันก็ยอมรับกันว่า การรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของกรดไขมันไม่อิ่มตัว "โอเมก้า 3" ซึ่งพบมากในน้ำมันปลาและเนื้อปลาทะเล ก็มีส่วนช่วยบำรุงสมอง บำรุงความจำ เช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาวันนี้ นักวิจัยมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ เมโทรโพลิแทน ประเทศอังกฤษ เสนอข้อมูลใหม่ ว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีพัฒนา-ฟื้นฟูความจำของ สมองมนุษย์แบบง่ายๆ ทำได้ด้วยการค่อยๆ กรอก "ลูกตา" จากข้างหนึ่งไปยังอีกข้างหนึ่งเท่านั้นเอง!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เคล็ดลับการ กรอกลูกตาที่ว่านี้ ต้องทำในแนวนอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เช่น กรอกตามองจากฝั่งซ้าย มาตรงกลาง แล้วไปทางขวา หรือไม่ก็ทำในทิศทางสลับกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ต้องกรอกตา หรือ ทำต่อเนื่องเพียง 30 วินาทีต่อวัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดร.แอนดรูว์ ปาร์กเกอร์ นักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญระบบประสาท ผู้นำการวิจัย กล่าวว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การ ฝึกกรอกตาไปมาแบบนี้จะช่วยให้ "สมองทั้ง 2 ซีก" ของคนเราทำงานตอบสนองกันดียิ่งขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อทำบ่อยๆ จึงเหมือนกับเป็นการ "ออกกำลังกายสมอง" ไปในตัว ทำให้สมองของผู้ฝึกมีความจำดีกว่าเดิม 10 เปอร์เซ็นต์!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดร.แอนดรูว์ ได้ข้อสรุปเบื้องต้นดังกล่าวจากการทดลองแบ่งนักศึกษา 102 ออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกให้ฝึกกรอกตาซ้ายขวา, กลุ่มที่สองกรอกตาขึ้นลง และกลุ่มที่สามไม่ต้องฝึกอะไรเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลพบว่า กลุ่มแรกจดจำเสียงคำพูด 300 คำที่นักวิจัยเปิดเทปให้ฟังได้มากที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับท่านผู้ อ่านที่อยากทดลองทำก็ลองดูได้นะครับ แต่แนะนำว่าอย่าไปฝึกเวลานั่งรถราที่มันเขย่าๆ เดี๋ยวจะตาลาย-ปวดตาจนอาเจียนพุ่งปรู๊ดกันไปเสียก่อน!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_ZymOpV5Sm3c/S6A_HtpLW7I/AAAAAAAABWc/kaSzDy5Qj4M/s1600-h/%E0%B8%9D%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%88%E0%B8%B3.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 200px; height: 248px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_ZymOpV5Sm3c/S6A_HtpLW7I/AAAAAAAABWc/kaSzDy5Qj4M/s400/%E0%B8%9D%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%88%E0%B8%B3.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5449424950862240690" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อมูลจาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข่าวสด หน้า 24&lt;br /&gt;หมุนก่อนโลก&lt;br /&gt;วิทยา ผาสุก/http://futurethai.blogspot.com&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4265893165138912706-4910112660931036340?l=xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/feeds/4910112660931036340/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2010/03/think-adding-memory.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/4910112660931036340'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/4910112660931036340'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2010/03/think-adding-memory.html' title='วิธีฝึกบำรุงสมอง ช่วยให้จำได้แม่้นยำ'/><author><name>ojogabonitoo</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07502645820884715632</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_ZymOpV5Sm3c/S6A_HtpLW7I/AAAAAAAABWc/kaSzDy5Qj4M/s72-c/%E0%B8%9D%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%88%E0%B8%B3.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4265893165138912706.post-3772810917022537471</id><published>2010-03-16T06:22:00.000-07:00</published><updated>2010-03-16T06:25:31.423-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพผิวหน้า'/><title type='text'>เทคนิคการนวดหน้าลดอายุ</title><content type='html'>หลายคนคิดว่าหากต้องการนวดหน้าต้องพึ่งสถาบันความงามเพียงอย่าง เดียว แต่ปัจจุบันเมื่อมีการพัฒนาการนวดหน้าให้สามารถทำเองได้ เพียงปลายนิ้วสัมผัส โดยไม่ต้องมีอุปกรณ์ให้ยุ่งยาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณ Anastasia Achilleos ผู้เชี่ยวชาญด้านการปรนนิบัติผิวหน้าชื่อดังจากลอนดอน ประเทศอังกฤษ ร่วมกับโอเลย์ พัฒนาการนวดหน้าระดับสูง โดยใช้ โอเลย์ รีเจนเนอรีส ไมโครสคัลป์ติ้ง นวดเบาๆ เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ในบริเวณที่ต้องการการดูแลมากเป็นพิเศษ ได้แก่ รอบดวงตา แนวขากรรไกร และลำคอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีการเริ่มจากการล้างหน้าให้สะอาด แต้มครีมที่ใช้เป็นประจำในปริมาณเท่ากับผลองุ่น วอร์มครีมขึ้นเป็นวงกลม จนเนื้อครีมเริ่มอุ่น แล้วค่อยๆ นวดบน 3 จุดสำคัญบนใบหน้า (ดูรูปภาพประกอบ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_ZymOpV5Sm3c/S5-Gqq0WUhI/AAAAAAAABWE/ASMiBM9JOQY/s1600-h/%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2.jpg"&gt;&lt;img style="display: block; margin: 0px auto 10px; text-align: center; cursor: pointer; width: 400px; height: 236px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_ZymOpV5Sm3c/S5-Gqq0WUhI/AAAAAAAABWE/ASMiBM9JOQY/s400/%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5449222141748072978" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(255, 102, 0);"&gt;เริ่มจากบริเวณจมูกขึ้นไปถึงบริเวณหน้าผาก รอบเบ้าตาและโหนกแก้ม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประสานมือทั้งสองข้างไว้บริเวณด้านข้างของจมูก เคลื่อนมือขึ้นไปตามแนวด้านข้างจมูกจนถึงสัน จนกระทั่งสันมือวางบนหน้าผาก เคลื่อนมือออกไปผ่านบริเวณคิ้วทั้งสองข้างจนถึงขมับ โดยกดน้ำหนักบนสันมืออย่างต่อเนื่อง และเคลื่อนมือลงไปจนถึงโหนกแก้ม แล้วจึงถ่ายน้ำหนักกลับมาที่ปลายนิ้วชี้อีกครั้ง จนวนกลับมาที่จุดเริ่มต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(255, 102, 0);"&gt;ท่าที่ 2 บริเวณแนวขากรรไกร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำท่าพนมมือโดยให้ปลายนิ้วอยู่จรดคาง และนิ้วโป้งอยู่บริเวณต้นคอ ค่อยๆ คลายฝ่ามือออกไปตามแนวคางทั้งสองด้าน โดยให้ฝ่ามือทั้งสองข้างกดน้ำหนักลงบนผิวหน้า จากนั้นจึงเคลื่อนมือขึ้นไปตามโครงหน้า ผ่านหางตา จนกระทั่งสันมือแตะกับบริเวณขมับทั้งสองข้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(255, 102, 0);"&gt;ท่าสุดท้าย บริเวณลำคอ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หันศีรษะไปทางด้านซ้าย ใช้มือซ้ายวางบนลำคอใช้ฝ่ามือลูบขึ้นจากใต้ลำ คอจนถึงใต้คาง โดยทำติดต่อกัน 2 - 3 ครั้ง ให้ทั่วลำคอ จากนั้นใช้ฝ่ามือลูบลงลงมาจนถึงบริเวณใต้ลำคอ เป็นอันสิ้นสุดขั้นตอน หันศีรษะไปทางขวา ทำตามขั้นตอนดังกล่าวอีกครั้งจนครีมซึมซาบลงสู่ผิวทั้งหมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประโยชน์จากการนวดหน้ากระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต มีผลทำให้ออกซิเจนเพิ่มขึ้น ทำให้เซลล์มีความสดขึ้น ผิวหนังมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้ จึงเป็นความอ่อนเยาว์ให้กับผิวหน้าแบบไม่ต้องย้อนเวลา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อมูลจาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://women.sanook.com&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4265893165138912706-3772810917022537471?l=xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/feeds/3772810917022537471/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2010/03/baby-face.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/3772810917022537471'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/3772810917022537471'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2010/03/baby-face.html' title='เทคนิคการนวดหน้าลดอายุ'/><author><name>ojogabonitoo</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07502645820884715632</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_ZymOpV5Sm3c/S5-Gqq0WUhI/AAAAAAAABWE/ASMiBM9JOQY/s72-c/%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4265893165138912706.post-8368960138314374700</id><published>2010-03-13T20:57:00.000-08:00</published><updated>2010-03-14T00:33:43.922-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพร่างกาย'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อาหารเพื่อสุขภาพ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพการทานอาหาร'/><title type='text'>ประโยชน์ของการทานอาหารเช้า</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;เป็นที่ทราบกันดีว่า ข้าวเช้าเป็นอาหารมื้อสำคัญที่สุดของรอบวัน เรื่องที่น่าสนใจคือ อาหารเช้าง่ายๆ สบายๆ แบบข้าวต้มเครื่องของไทยเราเพิ่งได้รับการแนะนำให้เป็น 1 ในอาหารเช้าสุขภาพจากเว็บไซต์มูลนิธิโรคหัวใจและหลอดเลือดสมองแคนาดา (heartandstroke.ca)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้มีข้อมูลที่จะช่วยย้ำเตือนพวกเราว่า อาหารเช้านี่ถ้าอยากผอมหน่อยแล้ว... ขาดไม่ได้เลยทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านอาจารย์ดอกเตอร์นายแพทย์เจมส์ ริพพ์ ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจ และคณะ แห่งสถาบันไลฟ์สไตล์ (แบบแผนการใช้ชีวิต) ริพพ์ ชิวส์บิวรี แมสซาชูเซทส์ สหรัฐฯ ทำการศึกษากลุ่มตัวอย่าง 12,000 คน โดยนำข้อมูลจากการสำรวจข้อมูลภาครัฐ 3 ชุดมาประมวลผล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลการศึกษาพบว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(1). ผู้หญิงที่กินอาหารเช้า อ้วนน้อยกว่าผู้หญิงที่ไม่กินอาหารเช้า ไม่ว่าจะเป็นอาหารประเภทใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(2). ผู้ชายที่กินข้าวเช้ากำลังงานต่ำ เช่น ธัญพืชไม่ขัดสี (ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท ฯลฯ) ผัก ผลไม้ทั้งผล ถั่ว ฯลฯ มีแนวโน้มจะได้สารอาหารครบทุกหมู่มากกว่า และอ้วนน้อยกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้ชายที่กินอาหารเช้าประเภทอาหารขยะ หรืออาหารเช้ากำลังงานสูง เช่น อาหารผัดๆ ทอดๆ โดนัท ฯลฯ ไม่มีแนวโน้มจะผอมลงเมื่อเทียบกับผู้ชายที่ไม่กินอาหารเช้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(3). คนที่กินอาหารเช้าประเภทธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท ฯลฯ มักจะมีน้ำหนักตัวน้อยกว่าคนที่ไม่กินข้าวเช้า หรือกินอาหารเช้าแบบไม่มีธัญพืช เช่น สเต๊ก ไข่ ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(4). คนที่กินอาหารเช้ากำลังงานต่ำ มีแนวโน้มจะกินอาหารสุขภาพในมื้ออื่นๆ ตลอดวันเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับคนที่กินอาหรเช้ากำลังงานสูง เข้าทำนอง "เริ่มต้นดี มีชัยไปกว่าครึ่ง" หรืออะไรทำนองนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อมูลจาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;women.sanook.com&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4265893165138912706-8368960138314374700?l=xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/feeds/8368960138314374700/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2010/03/blog-post_13.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/8368960138314374700'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/8368960138314374700'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2010/03/blog-post_13.html' title='ประโยชน์ของการทานอาหารเช้า'/><author><name>ojogabonitoo</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07502645820884715632</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4265893165138912706.post-1507012493330932613</id><published>2010-03-13T20:54:00.000-08:00</published><updated>2010-03-14T00:33:26.095-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพผิว'/><title type='text'>โทษของเบบี้โลชั่น</title><content type='html'>มีการค้นพบที่น่าตกใจว่า เด็กเล็กกว่า 160 คน ที่เกิดระหว่างปี 2000 - 2005 ในสหรัฐอเมริกา มีสารPhthalates สะสมอยู่ในร่างกาย ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อตับและไตได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พธาเลทส์เป็นสารเคมีสำหรับเพิ่มความอ่อนนุ่มในผลิตภัณฑ์พลาสติก เช่นในของเล่นเด็ก หรือแม้แต่ในผลิตภัณฑ์จำพวกสบู่ เด็ก หรือเบบี้ โลชั่น ที่จะเจือปนและแทรกอยู่ระหว่างโมเลกุลของพลาสติก จะว่าไปแล้ว สารที่ว่านี้กลุ่มสหภาพยุโรป ได้ห้ามให้กลุ่มสมาชิกใช้สารดังกล่าวในของเล่นเด็กที่ทำด้วย PVC โดยเฉพาะของเล่นสำหรับเด็กที่ต่ำกว่า 3 ขวบเพื่อไม่ให้เด็กใส่เข้าปากได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;อันตรายที่มองไม่เห็น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหลือเชื่อจริงไหม ที่ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กที่ควรจะอ่อนโยนมากๆ กลับอันตรายไม่แพ้เครื่องสำอางของผู้ใหญ่ นั่นเพราะเป็นความเข้าใจของเราที่ฝังมานานว่า ผู้ผลิตเครื่องสำอางสำหรับเด็กคงจะเลือกใช้เฉพาะสารเคมี (ที่ยังเป็นสารสังเคราะห์อยู่ดี) ที่ไม่ทำอันตราย และมีความอ่อนโยนต่อผิว แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้บริโภคอย่างเรานั้นตรวจสอบได้ยากมาก และถึงภายนอกจะดูดี ไม่มีการแพ้อะไร แต่เราก็รู้ได้ยากเช่นกันว่าสารเคมีชนิดไหน สามารถเข้าไปสะสมในร่างกายได้บ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เครื่องสำอางเด็กที่ชวนเสี่ยงอีกอย่างคือแป้งเด็ก น่าตกใจที่ว่ามีบางผลิตภัณฑ์ที่ยังมีสาร Talc ผสมอยู่ เพราะจัดว่าเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปอด หรือเนื้องอกในรังไข่ มีรายงานระบุว่าหากมีการใช้แป้งที่มีสารตัวนี้ใกล้บริเวณสืบพันธุ์ จะมีโอกาสเสี่ยงไม่น้อยเลย เพราะเมื่อตรวจเนื้องอกในรังไข่คนไข้บางคนที่ชอบใช้แป้งเด็กในจุดดังกล่าว ก็จะพบสารตัวนี้ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ใครแพ้น้ำหอมต้องระวังไว้ เพราะลองอ่านฉลากดูสิ เราจะพบว่าผลิตภัณฑ์เด็กเกือบทุกชนิด ไม่เว้นแม้แต่แชมพู สบู่ กระดาษเช็ดก้น ฯลฯ จะมีน้ำหอมผสมอยู่ด้วย การสูดดมน้ำหอมอย่างต่อเนื่อง และหากมีอาการแพ้ จะมีผลต่อระบบทางเดินหายใจได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;5 ไกด์ไลน์ ใช้ให้ปลอดภัย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปลอดภัยไว้ก่อน กับ 5 วิธีเหล่านี้ในการใช้ผลิตภัณฑ์เด็ก&lt;br /&gt;1. อ่านฉลากไว้ก่อน ว่ามีสารข้างบนปะปนอยู่ด้วยหรือเปล่า หรือหากมีน้ำหอม (ที่เลี่ยงในแป้งได้ยาก) ให้ลองทดสอบกลิ่นดูก่อนว่าฉุนเกินไปสำหรับเราหรือไม่&lt;br /&gt;2. เลี่ยงการใช้แป้งบริเวณที่มีช่องเข้าสู่ร่างกาย อาทิ ปาก จมูก อวัยวะสืบพันธุ์ เป็นต้น เมื่อทาแป้ง ไม่ควรบีบตรงออกจากกระป๋อง แต่ควรเทลงบนฝ่ามือ ก่อนทาลงบนผิว&lt;br /&gt;3. เลี่ยงส่วนผสมจากปิโตรเคมี ที่มักใช้ชื่อว่า Mineral Oil หรือ Petrolatum ที่มักผสมในบอดี้ โลชั่น หรือบาล์มทั้งหลาย เพื่อลดความเสี่ยงต่อการระคายเคือง&lt;br /&gt;4. ผิวเด็กบางกว่าผิวเราเสียอีก ผลิตภัณฑ์ที่มีความเป็นธรรมชาติสูงจึงเหมาะกับเด็กไม่ต่างกัน&lt;br /&gt;5. เจลอาบน้ำเด็ก ไม่ควรมีสารเคมีที่ชื่อ Formaldehyde หรือ Paraben (กลุ่มสารกันเสีย) เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดผื่นลมพิษ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อมูลจาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;women.sanook.com&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4265893165138912706-1507012493330932613?l=xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/feeds/1507012493330932613/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2010/03/baby-lotion.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/1507012493330932613'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/1507012493330932613'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2010/03/baby-lotion.html' title='โทษของเบบี้โลชั่น'/><author><name>ojogabonitoo</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07502645820884715632</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4265893165138912706.post-5684460946784436894</id><published>2010-03-11T16:12:00.000-08:00</published><updated>2010-03-14T00:33:16.151-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ทับทิม'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพผิวหน้า'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ประโยชน์ของทับทิม'/><title type='text'>ประโยชน์ของน้ำทับทิม ลดรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;&lt;h4&gt;หน้าใสไร้ริ้วรอยด้วย น้ำทับทิม&lt;/h4&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เคล็ดลับความ งามจากผลไม้ ที่ใกล้ตัวแถมยังอร่อยอีกด้วย นั่นคือ การใช้นำทับทิมล้างหน้า จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด หรือใช้สำลีชุบน้ำทับทิมแล้วพอกลงบนผิวหน้า พักไว้ประมาณ 10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด จะช่วยให้ผิวหน้าสดใส เปล่งปลั่งสวยใส ไร้ริ้วรอยได้อย่างเป็นธรรมชาติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;&lt;h5&gt;ประโยชน์ของน้ำทับทิม&lt;/h5&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่น่า เชื่อเลยว่า ทับทิม ผลไม้ของไทยมีประโยชน์มากมาย ปัจจุบันลูกทับทิม สามารถนำมาสกัดเป็นน้ำทับทิม กลายเป็นเครื่องดื่มบำรุงสุขภาพยอดฮิตไปแล้ว...&lt;br /&gt;ทุกท่านคงเคยเห็นลูก ทับทิมกันแล้ว เป็นผลไม้ที่สวยงามและมีกลิ่นหอมมาก ทับทิมสามารถปลูกได้ในประเทศไทย แต่ที่แท้จริงเป็นผลไม้ที่มีต้นกำเนิดมาจากเปอร์เซีย (ประเทศอิหร่านในปัจจุบัน) และมีแถบอินเดียตอนเหนือบริเวณเทือกเขาหิมาลัย ในเมืองไทย ทับทิมดูจะเป็นผลไม้ที่ศักดิ์สิทธิ์ และเป็นที่นิยมนำไปถวายแด่พระแม่กวนอิม ในประวัติศาสตร์พบว่าได้มีการนำทับทิมมาทำเป็นยารักษาโรคตั้งแต่ 8,000 ปีมาแล้ว ในประเทศเปอร์เซียโบราณมีความเชื่อว่า คุณค่าทางอาหารทุกชนิดที่มีอยู่ในผลไม้ต่างๆ นั้น รวมกันอยู่ในทับทิม ทับทิมเป็นผลไม้ที่ได้รับการเพาะปลูกอย่างแพร่หลาย โดยมีการใช้ทับทิมเป็นสัญลักษณ์ของผลไม้ ถือว่าเป็นผลไม้จากสวรรค์หรือเป็นของขวัญจากพระเจ้า ทับทิมในตำราแพทย์สมัยโบราณ ในผลทับทิมมีวิตามินมากมายหลายชนิด รวมทั้งแมกนีเซียมและแคลเซี่ยม ซึ่งมีประโยชน์ต่อระบบฟอกโลหิต และ ระบบการหมุนเวียนในร่างกาย ในตำราแพทย์โบราณของเปอร์เซีย (ซึ่งถือว่าเป็นต้นตำรับของวิชาแพทย์ตะวันตกในปัจจุบัน) ระบุว่าทับทิมมีประโยชน์ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_ZymOpV5Sm3c/S5mHzro-NxI/AAAAAAAABV8/Uzb1XS1y9uc/s1600-h/%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%A1.jpg"&gt;&lt;img style="display: block; margin: 0px auto 10px; text-align: center; cursor: pointer; width: 257px; height: 316px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_ZymOpV5Sm3c/S5mHzro-NxI/AAAAAAAABV8/Uzb1XS1y9uc/s400/%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%A1.jpg" alt="ทับทิม" title="ทับทิม" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5447534546238977810" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;* การฟื้นฟูสู่สภาพเดิมของหัวใจและตับ&lt;br /&gt;* การฟอกไตและท่อปัสสาวะ&lt;br /&gt;* สมรรถนะในการส่งเสริมการย่อย&lt;br /&gt;* ขจัดไขมันส่วนเกิด&lt;br /&gt;* เป็นยาบำรุงกำลัง&lt;br /&gt;* ช่วยป้องกันการแพ้ท้อง&lt;br /&gt;* ช่วยปรับฮอร์โมนในวัยหมดประจำเดือน&lt;br /&gt;* ปรับปรุงระบบการฟอกและหมุนเวียนโลหิต&lt;br /&gt;* การฟื้นฟูจากโรคเบาหวาน&lt;br /&gt;* สมรรถนะในการกลั้นเสมหะ&lt;br /&gt;* ต่อต้านการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศและเพิ่มพลัง&lt;br /&gt;* ป้องกันโรคขี้หลงขี้ลืมในผู้สูงอายุ&lt;br /&gt;* ทำให้ผิวหน้าสวย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การวิจัยทางการแพทย์ของสหรัฐอเมริกา พบว่าในน้ำทับทิมมีสารต้านนอนุมูลอิสระหลายชนิด และมีประสิทธิภาพสูงมาก ด้วยความสามารถที่สูงของสารต้านอนุมูลอิสระในน้ำทับทิม มีผลถึงกับมีงานวิจัยที่มีคุณประโยชน์โดยตรงหลาย อย่างไม่ใช่การคาดคะเนอ้อมๆกันอีกต่อไป งานวิจัยแรกพบว่าสารจากน้ำทับทิม สามารถลดภาวะการแข็งตัวของเส้นเลือด จากไขมันในเลือดสูงได้ โดยทำให้การแข็งตัวหรือการสะสมไขมันในเส้นเลือดหนู และในคนด้วยดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางการแพทย์ ยังมีอีกรายงานที่พบว่าไม่เพียงแต่ลดการสะสมไขมันในตัวเส้นลือด แต่ยังทำให้เส้นเลือด ที่หนาตัวและมีไขมันสะสมแล้วซึ่งเป็นเส้นเลือดที่ไม่ดีแล้ว มีความหนาตัวลดลง และลดไขมันที่สะสมลงอีกด้วย ผลงานวิจัยดังกล่าวนี้เป็นรายงานใหญ่ที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ที่เชื่อถือ ได้ และจากการทดลองในผู้ป่วยน้ำทับทิมมีคุณสมบัติ ลดความดันโลหิตได้เล็กน้อยอีกด้วย คือลดได้ประมาณ 5% ในผู้ป่วยที่ความดันโลหิตสูง ซึ่งทานน้ำทับทิมวันละ 50 ซีซี เป็นเวลาสองสัปดาห์ อย่างไรก็ตามถ้าเราไม่ต้องการผลนี้ก็ไม่จำเป็นต้องทานมากขนาดนั้น สารต้านอนุมูลอิสระในทับทิม ยังบำรุงตับ โดยมีรายงานการให้สารจากทับทิมในหนูทดลองก่อนที่จะให้สารพิษคาร์บอนเตตรา คลอไรด์ต่อตับ พบว่าหนุที่ได้รับสารจากทับทิมมีฤทธิ์ป้องกันการเป็นพิษต่อตับได้จริง (Hepatoprotectiv effect) ยังมีงานวิจัย ด้วยน้ำทับทิม ทั้งในรูปน้ำสดและผ่านการหมักต่อเซลล์มะเร็งหน้าอกของคน (Human breast cell) พบว่ามีฤทธิ์ในการ ยับยั้งของเซลล์มะเร็งได้จริงอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใน ประเทศญี่ปุ่นมีรายการแนะนำทับทิมทางโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ว่า ทับทิมมีสรรพคุณในการบรรเทาโรคหัวใจ และความดันโลหิตสูง ช่วยเพิ่มพลัง เพิ่มความงาม และประโยชน์อื่นอีกมากมาย ทำให้ทับทิมเป็นที่สนใจอย่างกว้างขวาง สภาพตลาดทับทิมระหว่างประเทศ ในปัจจุบัน ได้มีการค้นคว้าและแปรรูปทับทิมมากมายจากหลายประเทศทั่วโลก เช่น ในประเทศเยอรมันมี นอกจาก จะมีการผลิตสินค้าจากน้ำทับทิมเข้มข้นแล้ว ยังได้นำเมล็ด ใบ และดอก มาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าหลากหลายชนิด น้ำทับทิมจึงเป็นน้ำผลไม้ชนิดหนึ่งที่มีคุณประโยชน์ และเป็นของที่มาจากธรรมชาติ นับเป็นหนึ่งในอาหารสุขภาพที่มีผลบำรุงร่างกายที่แท้จริง..&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อมูลจาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;www.siamsouth.com&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4265893165138912706-5684460946784436894?l=xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/feeds/5684460946784436894/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2010/03/blog-post_11.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/5684460946784436894'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/5684460946784436894'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2010/03/blog-post_11.html' title='ประโยชน์ของน้ำทับทิม ลดรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า'/><author><name>ojogabonitoo</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07502645820884715632</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_ZymOpV5Sm3c/S5mHzro-NxI/AAAAAAAABV8/Uzb1XS1y9uc/s72-c/%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%A1.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4265893165138912706.post-905915175718469975</id><published>2010-03-09T10:18:00.001-08:00</published><updated>2010-03-14T00:32:51.479-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อาหารเพื่อสุขภาพ'/><title type='text'>10 วิธีการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี</title><content type='html'>&lt;h4&gt;วิธีการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี&lt;/h4&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   ในแต่ละวันเราจำเป็นต้องรับประทานอาหารมากมาย มีคำแนะนำจากหลายสำนักให้กินนั่น ห้ามกินนี่จนไม่รู้จะเชื่อใครดี วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับง่ายๆ ของการกินให้ได้ประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพอย่างเต็มที่มาฝาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. กินอาหารเช้า เป็นพฤติกรรมพื้นฐานที่ส่งผลต่อจิตใจ และพลังชีวิตของคุณไปตลอดทั้งวัน และช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ช่วยเผาผลาญพลังงานให้ดีขึ้น ทำให้คุณกินอาหารในมื้ออื่นๆ น้อยลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. เปลี่ยนน้ำมันที่ใช้ ปรุงอาหาร ยอมจ่ายแพงสักนิดใช้น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันดอกทานตะวัน ปรุงอาหารแทนน้ำมันแบบเดิมที่เคยใช้ เพราะเป็นไขมันที่ไม่เป็นโทษต่อร่างกาย และมีกรดไขมันอิ่มตัวที่เป็นประโยชน์ ช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้เป็นอย่างดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. ดื่มน้ำให้มากขึ้น คนเราควรดื่มน้ำวันละ 2 ลิตรเป็นอย่างน้อย (ยกเว้นในรายที่ไตทำงานผิดปกติ) เพื่อหล่อเลี้ยงเซลล์ในร่างกาย ฟื้นฟูระบบขับถ่าย รักษาระดับความเข้มข้นของเลือด จะทำให้สดชื่นตลอดวันเลยทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. เสริมสร้างแคลเซียมให้กับกระดูก ด้วยการดื่มนม กินปลาตัวเล็กทั้งตัวทั้งก้าง เต้าหู้ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ผักใบเขียว เพราะแคลเซียมเป็นสิ่งจำเป็นที่จะเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อและ กระดูก ทำให้ระบบประสาททำงานได้เต็มประสิทธิภาพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5. บอกลาขนมและของกินจุบ จิบ ตัดของโปรดประเภทโดนัท คุกกี้ เค้กหน้าครีมหนานุ่ม ออกจากชีวิตบ้าง แล้วหันมากินผลไม้เป็นของว่างแทน วิตามิน และกากใยในผลไม้ มีประโยชน์กว่าไขมัน และน้ำตาลจากขนมหวานเป็นไหนๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_ZymOpV5Sm3c/S5aSSFmLC-I/AAAAAAAABVc/ef845Uz9kZU/s1600-h/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E.jpg"&gt;&lt;img style="display: block; margin: 0px auto 10px; text-align: center; cursor: pointer; width: 229px; height: 317px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_ZymOpV5Sm3c/S5aSSFmLC-I/AAAAAAAABVc/ef845Uz9kZU/s400/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5446701638788778978" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6. สร้างความคุ้นเคยกับ การกินธัญพืชและข้าวกล้อง เมล็ดทานตะวัน ข้าวฟ่างและลูกเดือย รวมทั้งข้าวกล้องที่เคยคิดว่าเป็นอาหารนก ได้มีการศึกษาและค้นคว้าแล้ว พบว่า ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจถึง 1 ใน 3 เลยทีเดียว เพราะอุดมไปด้วยไฟเบอร์ ที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และควบคุมน้ำตาลในเลือดให้สมดุล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;7. จัดน้ำชาให้ตัวเอง ทั้งชาดำ ชาเขียว ชาอู่ล่ง หรือเอิร์ลเกรย์ ล้วนแล้วแต่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ การดื่มชาวันละ 1 ถึง 3 แก้ว ช่วยลดอัตราเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหารถึง 30%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;8. กินให้ครบทุกสิ่งที่ ธรรมชาติมี คุณต้องพยายามรับประทานผักผลไม้ต่างๆ ให้หลากสี เป็นต้นว่า สีแดงมะเขือเทศ สีม่วงองุ่น สีเขียวบล็อกเคอรี สีส้มแครอท อย่ายึดติดอยู่กับการกินอะไรเพียงอย่างเดียว เพราะพืชต่างสีกัน มีสารอาหารต่างชนิดกัน แถมยังเป็นการเพิ่มสีสันการกินให้กับคุณด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;9. เปลี่ยนตัวเองให้เป็น คนรักปลา การกินปลาอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง ได้ทั้งความฉลาดและแข็งแรง เพราะปลามีกรดไขมันโอเมก้า 3 และโปรตีน ที่ช่วยควบคุมการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติ และบำรุงเซลล์สมอง ทั้งยังมีไขมันน้อย อร่อย ย่อยง่าย เหมาะสำหรับคนที่ต้องการหุ่นเพรียวลมเป็นที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;10. กินถั่วให้เป็นนิสัย ทำให้ถั่วเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่คุณต้องกินทุกวัน วันละสัก 2 ช้อน ไม่ว่าจะเป็นของหวานของคาว หรือว่าของว่างก็ทั้งโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุสำคัญๆ หลายชนิด ต่างพากันไปชุมนุมอยู่ในถั่วเหล่านี้ ควรกินถั่วอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรกินครั้งละมากๆ เพราะมีแคลอรี่สูง อาจทำให้อ้วนได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อมูลจาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้จัดการออนไลน์ 7 กรกฎาคม 2551 11:11 น.&lt;br /&gt;http://www.manager.co.th/MetroLife/ViewNews.aspx?NewsID=9510000079603&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4265893165138912706-905915175718469975?l=xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/feeds/905915175718469975/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2010/03/how-to-eat-healthy.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/905915175718469975'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/905915175718469975'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2010/03/how-to-eat-healthy.html' title='10 วิธีการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี'/><author><name>ojogabonitoo</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07502645820884715632</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_ZymOpV5Sm3c/S5aSSFmLC-I/AAAAAAAABVc/ef845Uz9kZU/s72-c/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4265893165138912706.post-7014264864252103447</id><published>2010-03-09T10:18:00.000-08:00</published><updated>2010-03-14T00:32:43.051-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพร่างกาย'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อาหารเพื่อสุขภาพ'/><title type='text'>5 วิธี เลือกอาหารเพื่อสุขภาพตามช่วงอายุ</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_ZymOpV5Sm3c/S5aRmlaviPI/AAAAAAAABVU/PNS7SbVXHWk/s1600-h/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E.jpg"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;h4&gt;อาหารช่วยให้สุขภาพดี ต้านอนุมูลอิสระ ห่างโรค&lt;/h4&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ปัจจุบันการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพในชีวิตประจำวัน เช่น บริโภคผักและผลไม้เป็นประจำทุกวัน โดยเลือกผักและผลไม้ที่มีสีต่างๆกัน ทำให้ร่างกายได้รับเส้นใยอาหารแลพไฟโตเคมิคัลที่มีคุณสมบัติเป็นสารต้านออก ซิแดนท์ เช่น ไลโคฟีนในมะเขือเทศ แคโรทีนอยด์ในแครอท และคลอโรฟิลด์ในผักใบเขียว สารออกซิแดนท์เป็นสาเหตุของการแก่ก่อนวัยและการเกิดโรคภัยต่างๆ ความนิยมบริโภคถั่วเหลือง แหล่งโปรตีนจากพืชซึ่งปลอดภัยมากกว่าโปรตีนจากสัตว์ และการบริโภคน้ำมันพืชมีกรดไขมันจำเป็น พบมากในน้ำมันมะกอก รำข้าว ทานตะวัน และน้ำมันงา โดยเฉพาะการได้รับวิตามินอีซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ปัจจุบันน้ำมันพืชเข้ามามีบทบาทต่อผู้รักสุขภาพอย่างขาดไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;h5&gt;5 วิธีการเลือกอาหารเพื่อสุขภาพตามช่วงอายุ&lt;/h5&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     การรู้จักเลือกรับประทานอาหารไม่ เพียงแต่ช่วยเรื่องสุขภาพเท่านั้น หากยังเอื้อต่อความสวยความงามอีกด้วย ความจริงการเลือกอาหารให้เหมาะสมตามช่วงวัยก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ สุขภาพดีได้ เพราะในแต่ละช่วงอายุมีความแตกต่างกันในด้านพัฒนาการของร่างกายและลักษณะการ ดำเนินชีวิต วันนี้จึงขอเสนอเรื่องราวของอาหารที่เกี่ยวข้องกับช่วงอายุทั้ง 4 ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใดที่คุณจะลองทำตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_ZymOpV5Sm3c/S5aRmlaviPI/AAAAAAAABVU/PNS7SbVXHWk/s1600-h/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E.jpg"&gt;&lt;img style="display: block; margin: 0px auto 10px; text-align: center; cursor: pointer; width: 200px; height: 200px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_ZymOpV5Sm3c/S5aRmlaviPI/AAAAAAAABVU/PNS7SbVXHWk/s400/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5446700891416529138" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     วัยที่ขึ้นต้นด้วยเลข 2 ช่วงอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไปเป็นช่วงที่ร่างกายมีการพัฒนาและเติบโตเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน การทำงาน และเป็นวัยที่ใช้ชีวิตอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ยิ่งมีการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันมากเท่าไร ร่างกายก็ยิ่งเผาผลาญและใช้พลังงานมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น ควรเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม โดยเลือกรับประทานจำพวกเนื้อสัตว์และถั่วต่างๆ รวมถึงข้าวและแป้งมากเป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วยผักผลไม้เป็นอันดับสอง ส่วนนมและอาหารทดแทนแคลเซียมต่างๆ เช่น เต้าหู้ ปลาเล็กปลาน้อย นมถั่วเหลืองเสริมแคลเซียม ตามมาเป็นอันดับสาม และให้ความสำคัญของไขมันเป็นอันดับสุดท้าย ปลาเป็นอาหารสมองที่ช่วยรักษาผนังเซลล์ประสาทในสมองให้แข็งแรง ไม่หลงลืมอะไรง่ายๆ ผักสีเขียวอย่างผักบุ้ง ผักกระเฉด ผักคะน้า ถั่วฝักยาว ช่วยบำรุงสายตา สร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง ผักผลไม้สีเหลืองอย่างกล้วยหอมก็ถือเป็นผลไม้คลายเครียดชนิดหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     วัยที่ขึ้นต้นด้วยเลข 3 อายุขึ้นเลข 3 หลายคนเริ่มตกใจกลัว แต่การรู้จักเลือกรับประทานจะทำให้ผู้อื่นไม่สามารถเดาอายุคุณจากรูปร่าง หน้าตาได้เลย ในช่วงเริ่มวัยผู้ใหญ่ความต้องการพลังงานยังคงอยู่ เพราะเป็นช่วงชีวิตของการทำงาน แต่ต้องเพิ่มความระมัดระวังในเรื่องของไขมันและโคเลสเตอรอลที่จะส่งผลกระทบ กับรูปร่างหน้าตาภายนอกที่เห็นการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจน นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายในอนาคตด้วย เพราะการรับประทานอาหารที่มีไขมันหรือโคเลสเตอรอลสูง เช่น หมูสามชั้น เนยแข็ง กะทิ เนยเทียม เป็นต้น จะสร้างปัญหาให้หลอดเลือดและหัวใจ แต่คุณสามารถเลือกรับประทานอาหารที่ช่วยลดไขมันและโคเลสเตอรอล เช่น ปลาทะเล ช่วยลดความดันโลหิต พวกถั่วเมล็ดแห้งอย่างถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจ และมีโปรตีนสูงเพื่อให้พลังงานแทนสัตว์ใหญ่ได้อีก อาหารจำพวกข้าว ธัญพืชไม่ขัดสี อย่างข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีท มีใยอาหารสูง ช่วยให้อิ่มท้องนานและส่งผลดีต่อระบบลำไส้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     วัยที่ขึ้นต้นด้วยเลข 4 วัยทองถูกเรียกแทนวัย 40 ปีขึ้นไป เนื่องจากสภาพร่างกายเริ่มเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะผู้หญิง ส่วนผู้ชายวัยนี้ก็จะเริ่มมีโรคต่างๆที่ไม่เคยออกอาการ ซึ่งเรียกกันว่าเป็น “วิถีทางธรรมชาติ” แต่ ทั้งนี้การชะลอวัยหรือป้องกันโรคต่างๆที่มากับวัยไม่ได้ยุ่งยากเกินกว่าที่ เราจะทำได้ สำหรับช่วงวัยนี้ความต้องการพลังงานจะลดลง แต่ความต้องการแคลเซียมและวิตามินต่างๆเพิ่มขึ้น ซึ่งจะได้รับจากผักผลไม้ที่มีกากใยอาหารสูง แล้วยังมีสารต้านอนุมูลอิสระอย่างวิตามินซีจากอาหารที่หารับประทานได้ง่าย เช่น ส้ม ฝรั่ง มะเขือเทศ แคนตาลูป ส่วนอาหารที่มีวิตามินอี ได้แก่ น้ำมันพืช เนยถั่ว ถั่วลิสง อัลมอนด์ นอกจากนี้ควรรับประทานเต้าหู้ โปรตีนไขมันต่ำ ซึ่งให้แคลเซียมมากกว่าเนื้อสัตว์อย่างอื่น แต่ไม่ควรลืมหลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นตัวเร่งความแก่ให้เร็วขึ้น เช่น อาหารไขมันสูงประเภททอดกรอบหรือผัดน้ำมันมากๆ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มกาเฟอีนทั้งหลาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     วัยที่ขึ้นต้นด้วยเลข 5 การก้าวเข้าสู่ช่วงวัย 50 เป็นต้นไปนั้นไม่ได้ส่งผลต่อร่างกายอย่างเดียว แต่ยังส่งผลต่อสภาพจิตใจด้วย เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับวัยนี้คุณควรเข้าใจการทำงานของร่างกายที่มี ประสิทธิภาพลดลง โดยเฉพาะระบบการย่อยการดูดซึมอาหาร ทำให้ร่างกายขาดสารอาหารบางอย่าง ช่วงนี้คุณอาจไม่รู้สึกกระหายน้ำเท่าไหร่ แต่ควรดื่มน้ำให้สม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 8-12 แก้ว เพื่อป้องกันการขาดน้ำโดยไม่รู้ตัว ควรรับประทานคาร์โบไฮเดรตให้น้อยลงและพยายามเลือกชนิดไม่ขัดสี เน้นอาหารจำพวกปลาเพื่อไม่ให้ขาดโปรตีน ที่สำคัญคือเป็นเนื้อสัตว์ที่ย่อยง่าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     วัยนี้จะพบปัญหากระดูกเปราะ กระดูกพรุนอย่างชัดเจน ดังนั้น ควรได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอ อาหารแคลเซียมสูงอยู่ในนม โยเกิร์ตชนิดครีม เนยแข็ง หรือแม้แต่ปลาตัวเล็กตัวน้อย พวกผักใบเขียวก็มี เช่น คะน้า กวางตุ้ง และบรอกโคลี จะช่วยลดปัญหาเรื่องกระดูกให้รุนแรงน้อยลง การแก้ไขภาวะขาดน้ำอาจให้ดื่มน้ำสมุนไพร เช่น กระเจี๊ยบ เก๊กฮวย น้ำใบเตย นอกเหนือจากน้ำเปล่า เพราะช่วยบรรเทาโรคบางอย่างและให้ประโยชน์กว่าการดื่มเครื่องดื่มที่มี กาเฟอีน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     สิ่งสำคัญไม่ว่าคุณจะอยู่ในช่วงวัยใดควรดูแลเรื่องการกินอยู่ตลอด เวลา ไม่ว่าจะเป็นโรคหรือไม่ก็ตาม เพราะคนส่วนใหญ่มักจะดูแลตัวเองเมื่อพบว่าตัวเองมีโรคหรือมีปัญหาสุขภาพแล้ว เท่านั้น นอกจากนี้การเพิ่มกิจกรรมเคลื่อนไหวระหว่างวันให้มาก ทำบ่อยๆจนติดเป็นนิสัย จะช่วยให้สุขภาพดีมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะประโยชน์ด้านระบบการไหลเวียนเลือด ควบคุมน้ำหนักตัว และลดความเครียดของร่างกายได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: หนังสือพิมพ์โลกวันนี้&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4265893165138912706-7014264864252103447?l=xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/feeds/7014264864252103447/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2010/03/healthy-food.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/7014264864252103447'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/7014264864252103447'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2010/03/healthy-food.html' title='5 วิธี เลือกอาหารเพื่อสุขภาพตามช่วงอายุ'/><author><name>ojogabonitoo</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07502645820884715632</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_ZymOpV5Sm3c/S5aRmlaviPI/AAAAAAAABVU/PNS7SbVXHWk/s72-c/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4265893165138912706.post-8354885332637306439</id><published>2010-03-06T23:44:00.000-08:00</published><updated>2010-03-14T00:29:21.105-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพหญิง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ตั้งครรภ์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพการทานอาหาร'/><title type='text'>การทานอาหารก่อนและระหว่าง ตั้งครรภ์</title><content type='html'>ในปัจจุบัน แต่ละครอบครัวจะมีลูกก็เพียง 1 หรือ 2 คนเท่านั้น ลูกที่เกิดมาจึงควรมีความสมบูรณ์ที่สุด เพื่อที่จะเป็นที่พึ่งของพ่อและแม่ในการสืบทอดตระกูล หรือสืบทอดธุรกิจต่อไปในภายภาคหน้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความรู้ในปัจจุบันทำให้ทราบว่า ความสมบูรณ์ทั้งของพ่อและแม่ก่อนตั้งครรภ์ มีส่วนที่ทำให้ลูกในครรภ์มีความสมบูรณ์อย่างเต็มที่ ก่อนจะเป็นพ่อ ฝ่าย ชายจึงควรดูแลสุขภาพของตนเองให้ดี ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ ในทางร่างกาย ควรมีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอร่วมกับการรับประทานอาหารที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้ง ข้าว นม เนื้อสัตว์ ผัก และอาหารทะเล เป็นประจำ และเมื่อมีการพักผ่อนที่เพียงพอร่วมด้วย ก็จะมั่นใจได้ว่า สเปิร์มของฝ่ายชายจะสมบูรณ์อย่างเต็มที่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับฝ่ายหญิงเพื่อการเตรียมตัวเป็นแม่ที่สมบูรณ์ ควรมีการพักผ่อนและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเช่นกัน อาจจะเลือกการว่ายน้ำ หรือการเดินรอบสวน วันละ 1/2 -1 ชั่วโมง ก็จะทำให้ร่างกายและมดลูกแข็งแรง พร้อมที่จะให้เป็นที่อยู่ของลูกในครรภ์ตลอดการตั้งครรภ์ 9 เดือน โดย มีการรับประทานอาหารที่ครบทุกหมู่เช่นกัน โดยเฉพาะผักใบเขียว เช่น คะน้า ควรรับประทานอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ผักคะน้ามีคุณสมบัติที่โดดเด่นกว่าผักชนิดอื่นตรงที่มี แคลเซียม วิตามินซี กรดโฟลิก และกากใยอาหารสูง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยเฉพาะกรดโฟลิกนั้น มีความจำเป็นอย่างมากในกรณีที่ไข่ที่ถูกผสมจะมีการสร้างเซลล์ประสาทและเซลล์ สมอง ประมาณวันที่ 10 หลังจากนั้น ซึ่งจำเป็นต้องมีกรดโฟลิกที่เพียงพอที่จะทำให้การสร้างนี้สมบูรณ์ โดยระยะที่สร้างระบบสมองและเซลล์ประสาทนี้จะเป็นช่วงที่ฝ่ายหญิงยังไม่รู้ ตัวว่าท้อง จึงมักจะไม่ได้รับยาบำรุงครรภ์ การเตรียมพร้อมโดยมีกรดโฟลิกเต็มที่ก่อนการตั้งครรภ์จึงมีความจำเป็นที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภาพรวมสุขภาพของฝ่ายหญิงก่อนตั้งครรภ์ก็มีส่วนช่วยให้ลูกในครรภ์ มีความสมบูรณ์เช่นกัน โดยเฉพาะเรื่องน้ำหนักตัวไม่ควรจะมากไปหรือน้อยเกินไป เพราะในขณะนี้ หุ่นที่เป็นที่นิยมของหญิงสาวนั้นมักจะมีน้ำหนักตัวน้อยเกินไป ในกลุ่มดาราหรือนางแบบที่เราเรียกว่าหุ่นดีนั้น ทางการแพทย์ประเมิน แล้วพบว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ขาดอาหาร ซึ่งมีผลเสีย คือ มดลูกมักจะไม่แข็งแรง มีโอกาสแท้งหรือคลอดก่อนกำหนดได้ง่าย และมีส่วนทำให้ทารกที่คลอดออกมาไม่ค่อยแข็งแรง ในอีกซีกหนึ่ง ถ้ามีน้ำหนักตัวมากเกินไปก็อาจจะทำให้รังไข่ไม่สมบูรณ์ได้เช่นกัน ซึ่งอาจจะส่งผลให้มีบุตรยากหรือทำให้แท้งลูกในขณะตั้งครรภ์อ่อนๆ ได้ง่าย จึงควรดูแลน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์พอดีก่อนจะตั้งครรภ์ นอกเหนือจากการรับประทานอาหารให้ครบหมู่อย่างสม่ำเสมอตามที่กล่าวมาข้างต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใน 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ หญิงมีครรภ์มักจะแพ้ท้องมากบ้าง น้อยบ้างทำให้รับประทานอาหารได้น้อยและอาจไม่ครบทุกชนิด จึงช่วยตอกย้ำอีกครั้งถึงความจำเป็นที่ร่างกายจะต้องสมบูรณ์ก่อนจะมีครรภ์ และไม่ต้องกังวลว่าทารกในครรภ์จะขาดอาหาร เพราะในช่วง 3 เดือนแรกนั้น ทารกมีความต้องการของสารอาหารไม่มาก แต่ขอให้มีครบทุกชนิด จึงนำสารอาหารที่มาจากตัวแม่ได้ เพราะใช้เพียงเล็กน้อย ในช่วง 3 เดือนแรกนี้ หญิงมีครรภ์จึงควรประคับประคองการรับประทานให้ครบหมู่ไปจนกว่าจะเลิกการแพ้ ท้อง โดยที่น้ำหนักตัวอาจจะเพิ่มขึ้นเพียง 1-3 กิโลกรัมก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใน 3 เดือนที่สองหรือการตั้งครรภ์สัปดาห์ที่ 12-24 นั้น ทารกใน ครรภ์มีความจำเป็นต้องได้รับสารอาหารต่างๆ มากขึ้น โดยเฉพาะวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ หญิงมีครรภ์จึงควรรับประทานอาหาร ที่หลากหลาย ครบทุกหมู่ เพื่อเป็นการเข้าใจง่าย จึงอยากจะสรุปว่า ในแต่ละวันควรดื่มนมวัวอย่างน้อยวันละ 2 แก้ว โดยไม่จำเป็นต้อง เป็นนมที่มีกรดโฟลิกสูงก็ได้ ควรมีผัก เนื้อสัตว์ ผลไม้ และข้าว ครบ 3 มื้อ และเมื่อครบสัปดาห์ที่ 24 ของการตั้งครรภ์ ควรมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมาประมาณ 5-8 กิโลกรัม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใน 3 เดือนสุดท้ายหรือช่วงการตั้งครรภ์สัปดาห์ที่ 25-40 นั้น เป็นช่วงที่ทารกในครรภ์ต้องการสารอาหารต่างๆ รวมทั้งพลังงานจากอาหารมากที่สุด ช่วงนี้เป็นช่วงการสร้างขนาดตัว จึงมีความจำเป็นที่ทารกจะต้องได้รับ แป้ง โปรตีน และไขมัน ที่มากกว่าช่วง 6 เดือนแรก หญิงมีครรภ์ในช่วงนี้จึงควรเพิ่มปริมาณข้าว เนื้อสัตว์ และน้ำมันจากอาหารมากกว่าปกติ และควรจะเพิ่มการดื่มนมเป็นวันละ 3 แก้วในช่วงสุดท้ายนี้ด้วย เมื่อเพิ่มการรับประทานตามหลักเกณฑ์นี้ ในเดือนที่ 7 และ 8 ควรมีน้ำหนักตัวขึ้นมาประมาณ 3 กิโลกรัม และเดือนที่ 9 ควรเพิ่มขึ้นประมาณ 4 กิโลกรัม โดยสรุป 3 เดือนสุดท้าย ควรมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 10-12 กิโลกรัม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะเห็นได้ว่า เพื่อความสมบูรณ์ของทารกในครรภ์ จึงควรเตรียมตัวทางด้านสุขภาพของทั้งฝ่ายสามีและภรรยา มีการออกกำลังกาย การพักผ่อนที่เพียงพอ ร่วมกับการรับประทานอาหารที่มีสารอาหารต่างๆ ครบถ้วน โดยเฉพาะในช่วงการตั้งครรภ์ การรับประทานอาหารที่มากขึ้นนั้นควรมีการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัวอย่างพอดี ตามระยะเวลาการตั้งครรภ์และตามความต้องการของทารกในครรภ์ เพื่อที่จะให้ทารกที่คลอดออกมาสมบูรณ์พร้อมในทุกๆ ด้าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อมูลจาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;www.dailynews.co.th&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4265893165138912706-8354885332637306439?l=xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/feeds/8354885332637306439/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2010/03/blog-post_06.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/8354885332637306439'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/8354885332637306439'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2010/03/blog-post_06.html' title='การทานอาหารก่อนและระหว่าง ตั้งครรภ์'/><author><name>ojogabonitoo</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07502645820884715632</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4265893165138912706.post-1844360249255020359</id><published>2010-03-06T23:43:00.000-08:00</published><updated>2010-03-06T23:44:34.046-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพหญิง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ตั้งครรภ์'/><title type='text'>ดูแลสุขภาพคุณผู้หญิงระหว่างตั้งครรภ์</title><content type='html'>โดย เอมอร คชเสนี 30 กันยายน 2547 08:03 น.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;        ระหว่างการตั้งครรภ์ ร่างกายอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง นอกจากอาหารที่ควรรับประทาน ซึ่งเขียนถึงไปแล้ว ว่าที่คุณแม่สามารถดูแลตัวเองง่ายๆ ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;        แพ้ท้อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;        จะมีอาการมากใน 3 เดือนแรก เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย เมื่อตื่นนอน จะมีอาการมึนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน บางคนอาจมีอาการมาก รับประทานอาหารไม่ได้ ควรปรึกษาแพทย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;        หลังตื่นนอนตอนเช้า ควรดื่มน้ำผลไม้และรับประทานขนมปังกรอบทันที จะทำให้รู้สึกดีขึ้น ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีกลิ่นฉุนจัด เพราะอาจทำให้คลื่นไส้มากขึ้น นอกจากนี้อาจอยากรับประทานอาหารแปลกๆ รสเปรี้ยว ซึ่งสามารถรับประทานได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;        แสบร้อนในอก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;        เกิดจากหูรูดของหลอดอาหารส่วนล่างคลายตัวในระยะตั้ง ครรภ์ เนื่องจากฮอร์โมนในร่างกายที่เปลี่ยนแปลง ประกอบกับกระเพาะอาหารถูกดันสูงขึ้น เนื่องจากมดลูกที่โตขึ้น ทำให้กรดในกระเพาะอาหารย้อนกลับมายังหลอดอาหารได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;        ควรรับประทานอาหารครั้งละน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง หลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงด้วยเครื่องเทศรสจัด อาหารทอด ควรรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย ก่อนนอนดื่มนมอุ่นๆ เวลานอนไม่ควรนอนราบ ให้ใช้หมอนสูงหนุนนอน และไม่ควรก้มตัวโดยไม่จำเป็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;        ท้องลาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;        เกิดจากผิวหนังขยายตัวเกินขีดความยืดหยุ่น มักเกิดในระยะสุดท้ายของการตั้งครรภ์ พบมากบริเวณต้นขา หน้าท้อง เต้านม ถ้าน้ำหนักเพิ่มจะเป็นมาก รอยนี้จะเป็นรอยแดงลึก และจะไม่หายไปเลยทีเดียว แต่จะจางลงหลังคลอด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;        ตั้งแต่ ที่รู้ว่าเริ่มตั้งครรภ์ ให้รีบป้องกันแต่เนิ่นๆ โดยทาน้ำมันมะกอกหรือโลชั่นชนิดเข้มข้นพิเศษทุกวัน และควรระวังไม่ให้กล้ามเนื้อเพิ่มเร็วและมากเกินไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;        ตะคริว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;        มักเกิดที่น่อง เท้า หรือต้นขา กล้ามเนื้อดังกล่าวจะหดเกร็งตัว ทำให้เกิดการเจ็บปวด มักเกิดในเวลากลางคืนในช่วงสุดท้ายของการตั้งครรภ์ เนื่องจากการไหลเวียนโลหิตไม่ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;        พยายามยกเท้าสูง นอนตะแคง อย่าเดินหรือยืนนานๆ ทุกครั้งที่มีอาการ ให้บีบนวดทันที โดยกระดกปลายเท้าขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;        ปัสสาวะบ่อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;        เกิดจากมดลูกที่ขยายใหญ่ขึ้น ไปเบียดกระเพาะปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะบ่อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;        ดื่ม น้ำให้น้อยลงก่อนเข้านอน อาการปัสสาวะบ่อย เป็นอาการปกติที่คนท้องหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่อาการนี้จะเกิดเฉพาะ 3 เดือนแรก และเดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์เท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;        ท้องผูก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;        ขณะตั้งครรภ์ ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย การทำงานของลำไส้จะเคลื่อนที่ช้าลง น้ำถูกดูดซึมกลับเข้าร่างกายจำนวนมาก ทำให้อุจจาระแข็ง เกิดอาการท้องผูกได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;        ควรรับประทานอาหารเป็นเวลา ดื่มน้ำมากๆ รับประทานผัก ผลไม้ ช่วยให้ขับถ่ายได้ดี ออกกำลังกายบ้าง โดยการเดินสบายๆ วันละ 20 นาที ไม่ควรซื้อยาระบายมารับประทานเอง เพราะอาจเป็นอันตรายต่อเด็กได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;        ข้อเท้าบวมและนิ้วบวม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;        หากมีอาการบวมเล็กน้อย ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาของคนท้อง เนื่องจากร่างกายมีการสะสมของน้ำเพิ่มขึ้น ปกติมักพบอาการบวมบริเวณข้อเท้าในตอนเย็น แต่วันรุ่งขึ้นอาการจะทุเลาลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;        เวลานั่งหรือนอน ควรยกเท้าสูง หรือหาหมอนมารองใต้น่อง เพื่อให้เท้าชูสูง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;        ปวดชาข้อมือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;        พบตลอดการตั้งครรภ์ บางทีจะปวดหรือชาบริเวณนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ บางครั้งมีอาการอ่อนแรงเมื่อยล้า ปวดข้อมือไปจนถึงปลายนิ้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;        ควรหาหมอนวางรองมือ การนอนห้อยมือนานๆ อาจทำให้มือบวมได้ การใช้น้ำอุ่นประคบรอบๆ ข้อมือ ทำให้อาการดีขึ้น อาการนี้จะหายไปเมื่อคลอดบุตรแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;        ปวดหลัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;        พบได้บ่อยเกือบครึ่งหนึ่งของสตรีมีครรภ์ โดยมักปวดที่หลังส่วนล่าง ระหว่างก้นทั้งสองข้าง ร้าวลงไปที่ต้นขา มักเป็นช่วงท้ายๆ ของการตั้งครรภ์ การยืนนานๆ ในท่าที่ไม่ถูกต้อง หรือยกของหนักเกินไป ทำให้ปวดหลังได้ นอกจากนี้ยังมีสาเหตุจากฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่เพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์ ทำให้ข้อกระดูกและเอ็นต่างๆ คลายตัวหลวมมากขึ้น ความแข็งแรงของข้อลดลง จึงทำให้ปวดหลังได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;        พยายามนอนพื้นเรียบ ใช้หมอนหนุนหลังเวลานั่ง อย่าก้มหยิบของ ควรใช้วิธีนั่งหยิบแทน และควรใส่รองเท้าส้นเตี้ย อาจให้สามีช่วยนวดหลังเบาๆ นอกจากจะคลายปวดแล้ว ยังช่วยกระชับความสัมพันธ์ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;        ต่อไปนี้เป็นท่าบริหารง่าย ๆ และปลอดภัยสำหรับคุณแม่ก่อนคลอด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;        ท่าที่ 1 ยืนตรง มือเท้าเอว เท้าแยกพอประมาณ หลังตรง หาหนังสือเล่มหนา ๆ ประมาณ 1-2 เล่ม วางอยู่ระหว่างเท้า ค่อย ๆ ย่อขาลง หยิบหนังสือขึ้นจากพื้น แล้วยืนขึ้น ทำซ้ำ 5 ครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;        ท่าที่ 2 นั่งขัดสมาธิ หลังตรง มือซ้ายจับเข่าขวา พยายามบิดตัวไปทางขวาช้า ๆ แล้วสลับอีกข้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;        ท่าที่ 3 นอนหงายชันเข่า ยกสะโพกขึ้นจากพื้นจนตึง ค้างไว้แล้วลดลง ทำซ้ำ 5 ครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;        ท่าที่ 4 นั่งคุกเข่าให้มือทั้งสองข้างวางบนพื้น ออกแรงโค้งหลังขึ้นข้างบนจนสุดแล้วค้างไว้ ทำซ้ำ 5 ครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;        ท่าที่ 5 เอียงคอไปด้านซ้าย และกลับมาตรง เอียงคอไปด้านขวา และกลับมาตรง ก้มคอไปด้านหน้า และกลับมาตรง ทำซ้ำอย่างละ 5 ครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;        ท่าที่ 6 ยืนตรง มือทั้งสองข้างแตะไหล่หมุนไหล่เป็นวงกลม ไปข้างหลัง ทำซ้ำ 5 ครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;        ท่าที่ 7 ยืนตรงกางแขนทั้งสองข้างออก ก้มตัวไปข้างขวา แตะเข่าด้านข้าง ทำซ้ำข้างละ 5 ครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;        ท่าที่ 8 นอนหงาย ชันเข่า แขนตึง มือทั้งสองข้างวางบนต้นขา ออกแรงเกร็งท้อง จนมือแตะเข่า ค้างไว้สักครู่ ทำซ้ำ 5 ครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;        การบริหารร่างกายระหว่างตั้งครรภ์ช่วยรักษาสุขภาพของคุณแม่ก่อนและหลังคลอด อย่างไรก็ตาม ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อมูลจาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;www.thebestinsure.com&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4265893165138912706-1844360249255020359?l=xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/feeds/1844360249255020359/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2010/03/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/1844360249255020359'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/1844360249255020359'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2010/03/blog-post.html' title='ดูแลสุขภาพคุณผู้หญิงระหว่างตั้งครรภ์'/><author><name>ojogabonitoo</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07502645820884715632</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4265893165138912706.post-2706519270837481761</id><published>2010-02-20T10:51:00.000-08:00</published><updated>2010-03-14T00:28:31.113-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อาหารเพื่อสุขภาพ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพการทานอาหาร'/><title type='text'>การทานผักผลไม้ช่วยรักษาอาการ...สุขภาพเสื่อมจากคอมพิวเตอร์</title><content type='html'>เคยสังเกตุกันไหมว่าวันๆนึงเนี่ย เราทำงานหรือนั่งเล่นอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์วันละกี่ชั่วโมง เพราะว่าเมื่อไม่นานมานี้ พนักงานหญิงของออฟฟิศแห่งหนึ่งในมณฑลหูเป่ย ประเทศจีน นิยมสวมหน้ากากกันทั่วออฟฟิศ เพราะต้องนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์วันละ 4-5 ชั่วโมง สำหรับคนทำ งานอย่างเราๆ ฟังแล้วก็ได้เวลาสังเกตตัวเองว่ามีปัญหาสุขภาพบ้างหรือเปล่า ลองมาเช็คอาการ พร้อมกับดูอาหารที่ช่วยฟื้นฟูร่างกายกันเลยค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(204, 0, 0);"&gt;ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนล้า กล้ามเนื้อเกร็ง ตึง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การรับประทานบร็อกโคลี่ ปลากินทั้งกระดูก เพราะมีแคลเซียมที่จำเป็นต่อการสื่อสารระหว่างเซลล์ประสาทและต่อการเกร็ง คลายกล้ามเนื้อ รับประทาน ผักโขม ถั่วเปลือกแข็ง เมล็ดทานตะวัน จมูกข้าวสาลี ที่มีแมกนีเซียม ช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(204, 0, 0);"&gt;ตาอ่อนล้า ตาพร่ามัว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ควรรับประทาน คะน้า พริก ผักปวยเล้ง มันเทศ ผักหวานบ้าน ตำลึง เพราะมีลูเทอินและซีเซนทิน ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสื่อมของศูนย์จอตา ลดความเสี่ยงของการเกิดจอประสาทตาเสื่อมตาได้ นอกจากนี้ควรรับประทาน แครอต ผักปวยเล้ง ฟักทอง เพราะมี เบตาแคโรทีน มีส่วนช่วยป้องกันการเสื่อมของศูนย์จอตา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_ZymOpV5Sm3c/S4AwOApkjKI/AAAAAAAABT4/XdErsLTzN3s/s1600-h/%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C.jpg" target="_blank"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 300px; height: 200px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_ZymOpV5Sm3c/S4AwOApkjKI/AAAAAAAABT4/XdErsLTzN3s/s400/%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C.jpg" title="ผักผลไม้" alt="ผักผลไม้" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5440401367114222754" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(204, 0, 0);"&gt;มีปัญหาผิวหน้า&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากมีปัญหาผิวหน้า เช่น มีริ้วรอยเหี่ยวย่น และสงสัยเหมือนสาวๆ ที่ประเทศจีนว่า อาจเกิดจากรังสีจากคอมพิวเตอร์ ควรรับประทาน ผักผลไม้สีสดทุกชนิด เพื่อเพิ่มสารต้านออกซิเดชั่น นอกจากนี้ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ และรับประทานอาหารเย็นที่ย่อยง่ายและรสไม่จัด เพื่อช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานไม่หนัก ทำให้เริ่มวันใหม่อย่างสบายตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 153);"&gt;เมื่อกินถูกแล้ว ก็อย่าลืมออกกำลังกายช่วยเพิ่มความกระฉับกระเฉงด้วยนะคะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อมูลจาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;www.kapook.com&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4265893165138912706-2706519270837481761?l=xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/feeds/2706519270837481761/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2010/02/health-degeneration-from-computer-fruit.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/2706519270837481761'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/2706519270837481761'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2010/02/health-degeneration-from-computer-fruit.html' title='การทานผักผลไม้ช่วยรักษาอาการ...สุขภาพเสื่อมจากคอมพิวเตอร์'/><author><name>ojogabonitoo</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07502645820884715632</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_ZymOpV5Sm3c/S4AwOApkjKI/AAAAAAAABT4/XdErsLTzN3s/s72-c/%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4265893165138912706.post-517703876124598148</id><published>2010-02-20T10:44:00.000-08:00</published><updated>2010-03-14T00:27:57.309-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพการทานอาหาร'/><title type='text'>อันตราย!! จากการทานอาหารหน้าจอคอมพิวเตอร์</title><content type='html'>&lt;span style="color: rgb(204, 0, 0);"&gt;เชื่อแน่ว่าการรับประทานอาหาร (หลัก) หรือการเคี้ยวขนม อาหารว่าง ฯลฯ หน้าโต๊ะทำงานเป็นเรื่องปกติที่คนทำงานมักทำกันในชีวิตประจำวัน ซึ่งความจริงแล้วตามหลักของการดูแลสุขภาพ พฤติกรรมเช่นนี้ควรเลิกอย่างด่วนเลยค่ะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นั่นเพราะมีข้อสรุปกันมาแล้วว่า บนคีย์บอร์ดมีแบคทีเรียมากกว่าบริเวณชักโครกในห้องน้ำหลายเท่า เพราะฉะนั้นจึงมีจำนวนคนทำงานที่เกิดอาการเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ จากพฤติกรรมรับประทานอาหารกลางวันบริเวณโต๊ะทำงาน หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่น้อย และนอกจากเชื้อโรคที่เกิดจากการสะสมเศษอาหารแล้ว โต๊ะที่มีกลิ่นหรือเศษอาหารยังทำให้เหล่าแมลงตัวร้าย (สะสมเชื้อโรคไว้เพียบ) อย่างเช่นหนู หมัด แมลงสาบ เข้ามาอาศัย และแพร่เชื้อโรคสำทับเข้ามาอีก “การไม่กินอาหารที่โต๊ะเป็นสุขอนามัยขั้นพื้นฐาน เพราะเศษเล็ก ๆ ของอาหารที่ติดตามผม ผิวหนัง ตามคีย์บอร์ดของคุณจะทำให้แบคทีเรียและไวรัสเจริญเติบโตได้เป็นอย่างดี”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_ZymOpV5Sm3c/S4Au_n6QfuI/AAAAAAAABTw/yrcRiEIyC7U/s1600-h/%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C.jpg" target="_blank"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 400px; height: 266px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_ZymOpV5Sm3c/S4Au_n6QfuI/AAAAAAAABTw/yrcRiEIyC7U/s400/%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C.jpg" alt="ทานอาหารหน้าคอมพิวเตอร์" title="ทานอาหารหน้าคอมพิวเตอร์" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5440400020443528930" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;เห็นอย่างนี้แล้วก็ต้องรีบเปลี่ยนที่รับประทานอาหารให้เป็นที่ ที่ถูกสุขลักษณะดีกว่านะค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อมูลจาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;www.kapook.com&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4265893165138912706-517703876124598148?l=xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/feeds/517703876124598148/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2010/02/eating-while-playing-computer.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/517703876124598148'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/517703876124598148'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2010/02/eating-while-playing-computer.html' title='อันตราย!! จากการทานอาหารหน้าจอคอมพิวเตอร์'/><author><name>ojogabonitoo</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07502645820884715632</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_ZymOpV5Sm3c/S4Au_n6QfuI/AAAAAAAABTw/yrcRiEIyC7U/s72-c/%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4265893165138912706.post-3697845461172307413</id><published>2010-02-20T10:35:00.000-08:00</published><updated>2010-03-14T00:31:07.253-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพการทำงาน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพร่างกาย'/><title type='text'>วิธีดูแลรักษาสุขภาพ เวลาอยู่หน้าคอมเป็นเวลานานๆ</title><content type='html'>&lt;span style="color: rgb(204, 0, 0);"&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 0);"&gt;วิธีดูแลรักษาสุขภาพสำหรับผู้ที่จำเป็นต้องทำงาน หรือทำกิจกรรมต่างๆ อยู่หน้าคอมเป็นเวลานานๆ ซึ่งสมัยนี้มีมากขึ้นเรื่อยๆ เราจึงต้องใส่ใจเรื่องพวกนี้กันมากขึ้นเพื่อสุัขภาพที่ดี &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(204, 0, 0);"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กฏเหล็กรักษาสุขภาพ นักเล่นเกมส์ พนักงานออฟพิศ หรือผู้ที่อยู่หน้าคอมพ์นานๆ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 51, 255);"&gt;1. กินน้ำชั่วโมงละแก้ว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เพราะเวลาเรานั่งทำงานเพลิน เราแทบจะลืมกินน้ำไปเลย เผลอๆ ตั้งแต่กินข้าวเที่ยง&lt;br /&gt;จนถึงเย็นแทบไม่ได้กินน้ำสักอึกเดียว รู้ตัวอีกทีก็อ่อนเพลีย ไม่มีแรง ผิวแห้งตามมาอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นทุกชั่วโมงพยายามกินน้ำให้ได้อย่างน้อยครึ่งแ ก้ว ถ้ามลืมจริงๆ หานาฬิกามาตั้งเคือนไว้&lt;br /&gt;นอกจากทำให้ได้เติมน้ำให้ร่างกายอย่างสม่ำเสมอแล้ว ยังได้พักสายตาจากหน้าจอเป็นระยะด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 51, 255);"&gt;2.เดินไปเข้าห้องน้ำ...ห้ามขี้เกียจ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"เพิ่งปวดนิดเดียว ยังไม่ต้องไปก็ได้ " ใครชอบคิดแบบนี้เวลาปวดฉี่ห้ามเด็ดขาดเลย&lt;br /&gt;เพราะจะทำให้ติดนิสัยกลั้นฉี่ นอกจากร่างกายจะไม่ได้ระบายของเสียออกตามที่ควรแล้ว&lt;br /&gt;ยังทำให้เราไม่อยากกินน้ำเพิ่มเข้าไป นานๆเข้าก็จะกลายเป็นโรคกระเพาะปัสวะอักเสบด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดั้งนั้นเมื่อไหร่ที่เดินไปเติมน้ำหรือถ่ายเอกสาร แวะเข้าห้องน้ำสักหน่อย ถึงจะปวดนิดเดียวก็ฉี่เถอะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 51, 255);"&gt;3.พักสายตาทุกชั่วโมง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การจ้องคอมพิวเตอรฺ์นานๆ ทั้งวันนอกจากทำให้สายตาเสียเสีย&lt;br /&gt;และยิ่งนานก็สะสมจนอาจทำให้เป็นต้อหินได้แล้ว ยังทำให้สมองตื้อ ปวดหัว ปวดคอตามไปอีก&lt;br /&gt;แต่ในเมื่อเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ แึ่ค่ลองวิธีนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พักตาจากหน้าจอทุกๆ 1 ชั่วโมง โดยอาจออกไปเดินเล่น หรือทำงานอย่างอื่นแืทนที่&lt;br /&gt;ไม่ต้องใช้ใช้คอมพิวเตอร์ เช่นโทรติดต่องานลูกค้า เข้าไปคุยงานกับเจ้านาย จนรู้สึกปลอดโปร่งขึ้นค่อยกลับมาใช้คอมพิวเตอร์ต่อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_ZymOpV5Sm3c/S4AtJHrrxcI/AAAAAAAABTg/5jd2t9oaDl8/s1600-h/%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1.jpg" target="_blank"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 400px; height: 267px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_ZymOpV5Sm3c/S4AtJHrrxcI/AAAAAAAABTg/5jd2t9oaDl8/s400/%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1.jpg" alt="สุขภาพหน้าคอม" title="สุขภาพหน้าคอม" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5440397984567903682" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(204, 0, 0);"&gt;โรคของหนุ่มสาววัยทำงาน และนักเล่นเกมส์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่ คือ 4 โรคสุดฮิตของชาวออฟฟิศและนักเล่นเกมส์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 51, 255);"&gt;1. กระเพาะปัสวะอักเสบ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;• เกิดจาก : คนที่ชอบกลั้นฉี่บ่อยๆ เวลาทำงาน แบบที่คิดว่า "ไม่เป็นไร เดี๋ยวค่อยไป ยังทนได้ ตอนนี้สมองกำลังแล่น&lt;br /&gt;ไม่อยากให้งานขาดตอน เด๋วกลับมาแล้วคิดไม่ออก"&lt;br /&gt;ถ้าคุณยังทำแบบนี้อีกไม่นานกระเพาะปัสวะอักเสบถามหาแ น่นอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;• อาการ : เมื่อไหร่ที่ปัสวะติดขัด ไม่สุด รู้สึกแสบหรือบางทีกลั้นไม่อยู่ และถ้าเป็นหนักเข้าอาจมีเลือดปนออกมาเวลาปัสวะด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;• ป้องกัน : ตั้งกฏกับตัวเองให้ได้ว่า เมื่อไหร่ที่เริ่มปวดฉี่ ไปเข้าห้องน้ำซะ อย่าผลัดไปเรื่อยๆ&lt;br /&gt;แล้วคิดว่าทนได้ การเดินไปเข้าห้องน้ำยังเท่ากับได้ถือโอกาสขยับแขนขย ับขา และพักสมองด้วยนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 51, 255);"&gt;2.กรดไหลย้อน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;• เกิดจาก : ปล่อยให้หิวนานๆ เพราะกินข้าวไม่ตรงเวลางาน เลิกดึก เลยต้องกินข้าวดึก&lt;br /&gt;พอกินเสร็จปุ๊บก็เข้านอนทันที หรือปล่อยให้เป็นโรคกระเพาะเรื้อรังจนกลายเป็นกรดไหล ย้อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;• อาการ : ปวดท้อง ท้องอืด แสบหน้าอกและแสบคอ เพราะกรดในกระเพาะไหลย้อนขึ้นมาตามหลอดอาหาร&lt;br /&gt;เนื่องจากมีกรดออกมาเยอะเกินไป หรือคนที่เรอบ่อยๆ และเรอเปรี้ยว ก็เป็นอาการเริ่มต้นเช่นกััน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;• ป้องกัน : ถ้าต้องทำงานดึก พยายามหาอาหารรองท้องก่อน และไม่ควรกินอะไรก่อนนอน 2 ชั่วโมง&lt;br /&gt;เมื่อถึงเวลากินข้าวก็ควรกินให้ตรงเวลา อาจจะอาหารเบาๆ ติดโต๊ะทำงานไว้รองท้องเมื่อหิว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 51, 255);"&gt;3.ปวดต้นคอและหลัง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;• เกิดจาก : นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวันโดยไม่หยุดพักบ้าง ทำให้หลัง แขน และไหล่ อยู่ในท่าเดียวนานๆ&lt;br /&gt;กล้ามเนื้อไหล่จึงเกาะกันเป็นก้อน ไม่ได้ผ่อนคลาย นานๆ เข้าก็เกิดอาการปวดขั้นมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;• อาการ : อาจเริ่มจากปวดตึงที่ต้นคอมและไหล่ แต่ถ้ายังปล่อยไว้อาการจะหนักขึ้น โดยลามถึงต้นแขนด้านหลังขึ้นมาถึงขมับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;• ป้องกัน : เมื่อไหร่ที่นั่งทำงานอยู่ในท่าเดียวนานๆ ให้เปลี่ยนมานั่งหลังตรงไม่ต้องนั่งพิงเก้าอี้&lt;br /&gt;และยืดแขนให้สุดไปด้านหลังมือประสานกัน แล้วยกไหล่และหน้าอกไปด้านหลังจนตึงที่สุด ค้างไว้ นับ1-5 แล้วปล่อย&lt;br /&gt;ทำแบบนี้ทุกชั่วโมง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 51, 255);"&gt;4. นิ้วล็อค&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;• เกิดจาก : ใ้ช้มือจับเม้าส์ค้างไว้หรือพิมพ์คอมพิวเตอร์เป็นเวล านานๆ จนเกิดเป็นพังผืดขึ้นมายึดเกาะบริเวนนั้น&lt;br /&gt;อาจทำให้นิ้วยืดจนสุดไม่ได้เหมือนเดิม หรือยืดแล้วเจ็บปวดขึ้นมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;• ป้องกัน : ถ้าต้องจับเม้าส์คลิกนานๆ พยายามปล่อยและผ่อนคลายข้อมือและนิ้วเป็นระยะๆ&lt;br /&gt;เปลี่ยนจากใช้คอมพิวเตอร์ ไปทำงานอื่นๆ บ้างสลับกันไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อมูลจาก :&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมืองไทย smile V.5&lt;br /&gt;liverpool_takky : http://bbs.asiasoft.co.th&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4265893165138912706-3697845461172307413?l=xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/feeds/3697845461172307413/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2010/02/health-care-in-front-of-monitor.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/3697845461172307413'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/3697845461172307413'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2010/02/health-care-in-front-of-monitor.html' title='วิธีดูแลรักษาสุขภาพ เวลาอยู่หน้าคอมเป็นเวลานานๆ'/><author><name>ojogabonitoo</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07502645820884715632</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_ZymOpV5Sm3c/S4AtJHrrxcI/AAAAAAAABTg/5jd2t9oaDl8/s72-c/%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4265893165138912706.post-1306646291172043992</id><published>2010-02-20T10:25:00.000-08:00</published><updated>2010-03-14T00:30:39.340-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพการทำงาน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพหญิง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพร่างกาย'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพชาย'/><title type='text'>การดูแลสุขภาพ สำหรับคนทำงานหน้าคอม</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;อย่ามัวรอ การดูแลเรื่องสุขภาพ ของคนทำงานหน้าจอ (Woman Plus)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เคยอ่านพบในพระไตรปิฎกว่า แม้แต่เทวดา นางฟ้าที่เสวยสุขในสวรรค์ยังสามารถหมดอายุขัยได้ก่อนกำหนด เพราะเพลิดเพลินอยู่ในความสุข จนลืมรับประทานอาหารทิพย์ เรื่องนี้ผุดขึ้นมาแวบแรก เมื่อได้อ่านข่าวที่มีคนไหลตาย จากการเล่นเกมหน้าคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องข้ามวันข้ามคืน เลยทำให้ฉุกคิดว่า ในชีวิตคนทำงานในปัจจุบัน เราก็จำเป็นต้องขลุกอยู่กับมันหลายพันชั่วโมงต่อปี อย่างนี้อาจมีโอกาสไหลตาย หรือเป็นโรคร้ายสะสม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ดังนั้นสาวเวิร์กกิ้งทั้งหลาย จึงไม่ควรนิ่งนอนใจ ก่อนที่คุณอาจจะนอนไม่กลับ หลับไม่ตื่น จึงควรได้รู้ถึงผลกระทบ วิธีเซฟสุขภาพ จากจอคอมพ์และนี่คือข้อเท็จจริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_ZymOpV5Sm3c/S4ArQEkey7I/AAAAAAAABTY/qkR2JvB5THg/s1600-h/%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 400px; height: 266px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_ZymOpV5Sm3c/S4ArQEkey7I/AAAAAAAABTY/qkR2JvB5THg/s400/%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5440395904968215474" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;1. การเล่นเกมคอมพิวเตอร์ ถ้าเล่นจนเกินขอบเขต เกินความพอดี อาจเป็นอย่างที่หนังสือพิมพ์ลงข่าวว่ามีนักศึกษา  เล่นเกมจนช็อกตายหรือไหลตายคาร้านอินเทอร์เน็ต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      2. กลุ่มคนที่มีโอกาสพบปัญหาไหลตายในอนาคต คือ เด็กวัยรุ่นที่เล่นเกมโดยไม่นอนทั้งคืน หรือคนทำงานที่เสพข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตแบบหามรุ่งหามค่ำบ่อยๆ ในทางการแพทย์เชื่อว่ามันเป็นโรคทางพันธุกรรม และเกิดจากการขาดวิตามินบางตัว และส่วนหนึ่งเกิดจากร่างกายทำงานหนักเกินจะรับไม่ไหว จากสถิติพบว่าคนในวัยกลางคนที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ มีความเสี่ยงมากที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      3.การไหลตายหน้าจอคอมพิวเตอร์ เกิดด้วยสาเหตุรวมของการอดนอนมาก ๆ ขาดวิตามินบางตัวหรือสารอาหารบางตัว มีปัญหาโรคโดยไม่ทราบสาเหตุ ติดคอมพิวเตอร์คล้ายติดสิ่งเสพติดจนต้องเพิ่มขนาดปริมาณ เดี๋ยวอีก 10 นาทีจะนอน กลายเป็นตีสาม และ 6 โมงเช้าต้องตื่นกลางวันต้องทำงาน ก็ดื่มกาแฟไปมาก ๆ บางครั้งต้องใช้ยากระตุ้นประสาทเพื่อไม่ให้ง่วง ถ้ามีพฤติกรรมแบบนี้ คุณต้องคิดใหม่ทำใหม่ ด่วน!!!!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      4.ผลกระทบทางตรงของคอมพิวเตอร์ คือ ดวงตา อาจเกิดอาการเบลอๆ มองภาพไม่ชัดเจน ซึ่งเกิดชั่วคราวจากรังสีที่แผ่ออกจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ อาการที่เกิดขึ้นจากการมองจอภาพเป็นเวลานาน ๆ นี้เรียกว่า Computer Vision Syndrome (CVS) และเมื่อเราใช้คอมพิวเตอร์ไปนาน ๆ หรือเพ่งจอมาก ๆ จะทำให้รู้สึกว่าปวดตา อาจทำให้สายตา มีปัญหา เช่น สายตาสั้น จึงควรพักสายตา เมื่อใช้มันจ้องหน้าจอนาน ๆ จนเริ่มปวดตาควรหยุด โดยละสายตามองทางอื่น หรือลุกขึ้นไปเพื่อผ่อนคลายก่อน แล้วจึงลงมานั่งทำงานต่อ อย่าฝืนมากเกินไปอาจจะเป็นผลเสียต่อตัวเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      5. เกิดอาการ Repetitive Strain Injury หรือ RSIซึ่ง สามารถเป็นได้กับทุกส่วนของร่างกาย จากการนั่งทำงานหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์แบบไม่ถูกสุขลักษณะ ตั้งแต่แขน, ข้อมือ, ข้อนิ้ว, แผ่นหลัง, ต้นคอ, หัวไหล่ และสายตา เนื่องจากอวัยวะส่วนที่มีปัญหาถูกวางค้าง ถูกทิ้งน้ำหนัก หรือกดทับนานๆ จนอักเสบ หากปล่อยไว้นานๆ อาจต้องผ่าตัดเอ็น ปัจจุบันมีบริษัทที่ได้พยายามผลิตเครื่องป้องกันอันตรายจากคอมพิวเตอร์ ที่มีผลต่อร่างกาย เช่น ทำให้เมาส์มีรูปทรงการใช้งานในแบบขนานเหมาะมือ ไม่เล็กหรือใหญ่จนเกินไป นอกจากนี้ยังมีการคิดค้นเพื่อสร้างโต๊ะวางคอมพิวเตอร์ และเก้าอี้นั่งพิมพ์ให้เหมาะสมกับร่างกาย ของใหม่อาจจะมีราคาแพงกว่าของทั่วไป แต่ก็คุ้มกว่าค่ารักษาพยาบาล และสุขภาพที่เสื่อมโทรม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      6. ในอเมริกาอาการของโรค RSI เป็นโรคที่เกิดจากการทำงานที่ มีตัวเลขสูงเป็นอันดับหนึ่งมีผู้ป่วยใหม่เพิ่มขึ้นในแต่   ละปีประมาณ 300,000 คน อัตราการเจริญเติบโตเพิ่มสูงขึ้นในแต่ละปี ประมาณ 20% พนักงานต้องขาดงานโดยเฉลี่ย 30 วันทำงานต่อปี แม้ขณะนี้ RSI จะยังไม่ใช่ปัญหาของสังคมไทย แต่คาดว่าอนาคตอันใกล้ คนไทยจะมีเปอร์เซ็นต์จาก อาการเจ็บป่วยเมื่อใช้คอมพิวเตอร์นาน ๆ มากขึ้น เพราะมีการใช้เทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นจนน่ากลัวในทุกกลุ่มคน&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;      7. ระวังจะเป็น Qwerty Tummyโรคที่ตั้งชื่อตามตัวอักษรชุดแรกบนแป้นคีย์บอร์ด ซึ่งอาจระบาดในที่ทำงานได้ หากว่าแป้นคีย์บอร์ดมีแบคทีเรีย สาเหตุเกิดจากอาหารเป็นพิษ โดยผู้ใช้รับประทานอาหารไปพร้อมกับใช้งานคีย์บอร์ด การ ศึกษาแสดงว่าคีย์บอร์ด เป็นแหล่งเพาะแบคทีเรียที่น่ากลัวด้วยคนทำงาน 1 ใน 10 ไม่เคยทำความสะอาดคีย์บอร์ด และ 20% ไม่เคยทำความสะอาดเมาส์ ขณะที่ 50%ไม่เคยทำความสะอาดคีย์บอร์ดภายในเวลาหนึ่งเดือน ดังนั้นจึงควรทำความสะอาด คีย์บอร์ดเป็นประจำไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อแบคทีเรีย ด้วยผ้าเนื้อนุ่มชุบน้ำหมาดๆ อย่างน้อยเดือนละครั้งเสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      8. จัดระเบียบรัด (กุม) เพื่อระบบสุขภาพที่ดี ด้วยการสำรวจ ท่านั่งเวลาทำงานของตัวเอง ควรนั่งตัวตรง ห่างจากจอคอมพิวเตอร์ ประมาณ 18-24 นิ้ว เก้าอี้ที่ดีควรจะมีล้อ สามารถปรับพนักพิงได้ และต้องมีที่วางแขน โต๊ะควรจะมีพื้นที่ว่างสำหรับวางเครื่องมืออื่น ๆ ในการทำงาน และ สุดท้ายที่อยากตระหนักกันให้มากคือ อันตรายคลื่นลูกใหม่ที่มาจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และหลอดภาพของจอคอมพิวเตอร์ เมื่อเราเปิดเครื่องใช้ก็จะมีรังสีแผ่ออกมา จึงไม่ควรนั่งใกล้จอเกินไป โดยเฉพาะเวลาใช้แล็ปท็อปซึ่งทำให้เราต้อง นั่งใกล้เครื่องมากกว่าพีซี ถ้าเป็นไปได้ให้ใช้แผ่นป้องกันรังสี หรือเลือกใช้จอคอมพิวเตอร์ที่ไม่แผ่พลังรังสีไฟฟ้าออกมา แม้ราคาจะแพงกว่า แต่ปลอดภัยกว่า หากไม่ใช้เครื่องก็ควรปิด โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์ที่ตั้งอยู่ในห้องนอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;7 นิสัยเสียสุขภาพ ที่ควร ลด ละ เลิก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ ๆ จอ&lt;br /&gt;      ตั้งจอให้แสงสะท้อนเข้าตา&lt;br /&gt;      อยู่หน้าจอโดยไม่ลุกเดิน&lt;br /&gt;      วางคีย์บอร์ดผิดทิศทาง&lt;br /&gt;      จ้องจอนาน ๆ&lt;br /&gt;      นั่งหลังเกร็ง&lt;br /&gt;      กินขนมหน้าคอมพิวเตอร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ความเสี่ยง เภทภัยต่างๆ ที่น่ากลัวและอันตรายที่สุดมักมากับความเงียบในรูปแบบของความเพลิดเพลิน ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับใครไม่อยากมีอันตรายผ่อนส่ง คือการรู้จักสำรวจตัวเองเป็นระยะด้วยการตรวจสุขภาพ และใช้เวลากับทุกอย่างรอบตัวอย่างสมดุล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำจัดนิสัยเสีย ๆ จากความสุขที่ส่งผลต่อร่างกาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดย LuckyAries : Kapook.com&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4265893165138912706-1306646291172043992?l=xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/feeds/1306646291172043992/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2010/02/health-care-computer.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/1306646291172043992'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/1306646291172043992'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2010/02/health-care-computer.html' title='การดูแลสุขภาพ สำหรับคนทำงานหน้าคอม'/><author><name>ojogabonitoo</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07502645820884715632</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_ZymOpV5Sm3c/S4ArQEkey7I/AAAAAAAABTY/qkR2JvB5THg/s72-c/%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4265893165138912706.post-2605728224471758573</id><published>2010-02-19T02:55:00.000-08:00</published><updated>2010-03-14T00:29:45.584-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สิว'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพผิว'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพผิวหน้า'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ฝังเข็ม'/><title type='text'>ฝังเข็มรักษาสิว</title><content type='html'>การฝังเข็มเริ่มนิยมกันอย่างแพร่หลายในการใช้รักษาโรคต่างๆ อีกทั้งได้รับการยอมรับไม่ใช่แต่ในประเทศไทยเท่านั้น ยังเป็นที่ยอมรับในประเทศทางยุโรปหรือแม้แต่อเมริกาเอง หนึ่งในโรคที่สามารถรักษาได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การฝังเข็มได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลกหรือ WHO (World Health Organization) ตั้งแต่ปี 1979 ซึ่งไม่ใช่ประเทศไทยหรือประเทศในแถบเอเชียเท่านั้นที่ยอมรับเรื่องการใช้ วิธีการฝังเข็มรักษาโรค ประเทศต่างๆ ในยุโรป หรือประเทศมหาอำนาจอย่างอเมริกาเองก็ยอมรับในการรักษา ด้วยวิธีการฝังเข็ม ในไทยเริ่มใช้การรักษาด้วยวิธีนี้มาประมาณ 10 ปี ซึ่งตอนนี้มหาวิทยาลัยหัวเฉียวมีการบรรจุเรื่องแพทย์แผนจีนซึ่งมีเรื่องการ ฝังเข็มอยู่ในหลักสูตรการเรียนด้วย การฝังเข็มในประเทศไทยไม่ได้มีอยู่แค่ตามคลินิกเล็กๆ แต่ตามโรงพยาบาลใหญ่หลายโรงพยาบาลมีการบริการฝังเข็มเพื่อรักษาโรคแทบทั้ง นั้น หนึ่งในโรคที่สามารถรักษาได้ด้วยการฝังเข็มคือ สิว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_ZymOpV5Sm3c/S35uzS6OoYI/AAAAAAAABRk/y0EnbCvXqaY/s1600-h/%E0%B8%9D%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%87%E0%B8%A1+%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%A7.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 88px; height: 88px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_ZymOpV5Sm3c/S35uzS6OoYI/AAAAAAAABRk/y0EnbCvXqaY/s400/%E0%B8%9D%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%87%E0%B8%A1+%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%A7.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5439907227438588290" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ด้วย จำนวนที่เพิ่มขึ้นของวิธีการรักษาในปัจจุบัน จะมีอยู่วิธีหนึ่งที่ถูกมองข้ามในการรักษาสิวอยู่บ่อยครั้ง คือ การฝังเข็มเพื่อรักษาสิว อันจะก่อให้เกิดผลได้หลากหลาย แต่จากการศึกษาแสดงให้เห็นว่าการรักษาสิวด้วย วิธีนี้ให้ผลดีมากเมื่อรักษา ร่วมกับวิธีอื่นด้วย เช่น การศึกษาเจาะจงว่าผลที่ได้ในทางบวกจากวิธีการนี้ ทำให้ผู้มีปัญหาสิวพอใจเมื่อรักษาควบคู่ไปกับการเปลี่ยนวิถีชีวิตประจำวัน และ/หรือการเปลี่ยนอาหาร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ ว่าจะเป็นหมอผิวหนัง หรือหมอทั่วไป ก็อาจแนะนำให้ใช้วิธีการฝังเข็มเพื่อรักษาสิว ท่ามกลางเหตุผลต่างๆ ที่เกี่ยวกับผลข้างเคียง หรืออันตรายที่อาจเกิดขึ้น หากใช้ยารักษา ทำให้ผู้ป่วยไม่ปรารถนาที่จะใช้ยาหลายๆ คนเลือกที่จะไม่ใช้วิธีการรักษาแบบเก่าๆ คือ การกินยา นั่นจึงทำให้เริ่มมีคนรู้จักการรักษาสิวด้วยวิธีการฝังเข็ม และก็ยังมีอีกหลายคนที่ไม่ต้องการที่จะรักษาด้วยขั้นตอนของการทำศัลยกรรม หรือเลเซอร์ ซึ่งถือเป็นอีกวิธีหนึ่งที่รู้จักกันทั่วไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_ZymOpV5Sm3c/S35uzlSBE5I/AAAAAAAABRs/oVeAa2pRRSU/s1600-h/%E0%B8%9D%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%87%E0%B8%A1+%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%A7+2.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 136px; height: 97px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_ZymOpV5Sm3c/S35uzlSBE5I/AAAAAAAABRs/oVeAa2pRRSU/s400/%E0%B8%9D%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%87%E0%B8%A1+%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%A7+2.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5439907232370201490" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;หาก ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยให้รับการรักษาสิว ด้วยวิธีการฝังเข็มจากแพทย์ผิวหนังที่หาอยู่ นั่นหมายถึง ผู้ป่วยอาจต้องเข้าพบแพทย์ท่านอื่น เพื่อเริ่มขั้นตอนการรักษาด้วยวิธีการฝังเข็ม แต่บางครั้งแพทย์ผิวหนังหรือแพทย์ทั่วไปผู้นั้นมีประสบการณ์ และได้รับใบอนุญาตก็สามารถทำการฝังเข็มได้เอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยัง คงมีคำถามในการรักษาสิวด้วยวิธีการฝังเข็ม อย่างไรก็ดี เนื่องจากว่ามีการศึกษาเกี่ยวกับผลที่ได้จากการรักษาสิว แพทย์หลายๆ ท่าน พบว่าเป็นการยากในการประเมินผลว่าได้ผลหรือไม่ จากการศึกษาที่ได้ทำการรักษาพบว่าการรักษาสิวด้วยวิธีการฝังเข็มนั้นช่วยลด การเกิดสิวได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้ ว่าอัตราความสำเร็จในการรักษาด้วยการฝังเข็มยังไม่เป็นที่แน่ชัดนัก ประเด็นหลักกลับอยู่ที่ความปลอดภัยเนื่องจากไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย เพราะเป็นการรักษาที่ไม่ได้รับประทานยาหรือเข้าข่ายของการทำศัลยกรรมที่ อันตราย ดังนั้น ผู้ป่วยจึงไม่ต้องเสี่ยงต่อผลข้างเคียงที่อันตรายที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งจาก การรักษาด้วยวิธีอื่นๆ ในอดีต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่ง ที่วิตกกังวลเกี่ยวกับการรักษาสิวด้วยการฝังเข็ม ก็คือ ค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง และไม่มีสิ่งใดรับประกันได้ว่าจะได้ผลมากน้อยเพียงใด และคนส่วนใหญ่ก็มักกลัวเข็มที่จะต้องใช้ปักลงไปที่ผิวหนัง ในทางกลับกัน สิ่งหนึ่งที่ควรจำไว้ให้ดีเสมอก็คือ ไม่มีการรักษาใดๆ ที่จะรับประกันผลที่ได้รับจากการรักษาได้ 100%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อมูลเพิ่มเติมจากการสัมภาษณ์คุณหมอชรัช งามศรัทธา หมอฝังเข็มจากจีนที่ประจำอยู่โรงพยาบาลวิภาวดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะอะไรการฝังเข็มถึงช่วยรักษาสิวได้&lt;br /&gt;คุณหมอ : ตามทฤษฎีจีน สิวเกิดจากปัจจัยหลัก 2 อย่างคือ เลือดลมไม่ดี กับปอดร้อน การฝังเข็มจะช่วยให้เลือดลมเราปกติและปรับความร้อนของปอดให้เย็นลง โดยมีการใช้หลักการทฤษฎีของแพทย์แผนปัจจุบันมาประยุกต์ใช้ร่วมด้วยในรายที่ เป็นมาก โดยใช้เข็มฝังบริเวณใกล้กับที่เป็นสิว เพื่อให้เลือดและเม็ดเลือดขาวไหลรักษาให้สิวบริเวณนั้นหายเร็วขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อะไรคือข้อดีของการฝังเข็มกับการรักษาอื่น&lt;br /&gt;คุณหมอ : ข้อดีคือ&lt;br /&gt;1. การฝังเข็มไม่มีผลข้างเคียงเพราะไม่มีการใช้ยา ไม่มีลบ มีแต่บวกกับเสมอตัว ข้อดีข้อนี้ในต่างประเทศจึงนิยมใช้วิธีฝังเข็มเพื่อรักษาโรคต่างๆ กันมาก ก่อนที่จะรักษาด้วยวิธีอื่นถ้าไม่ได้ผล&lt;br /&gt;2. ประมาณ 2-3 ครั้งก็จะเห็นความแตกต่าง&lt;br /&gt;3. ไม่ได้แค่รักษาสิวอย่างเดียวเพราะจะทำให้ผิวเราดูดีขึ้น จากการปรับร่างกายให้สมดุล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้ารักษาหายแล้วจะกลับมาเป็นอีกหรือเปล่า&lt;br /&gt;คุณหมอ : ทุกโรคถ้าเรารักษาหายแล้วไม่ดูแลตัวเองก็กลับมาเป็นอีก ถ้าไม่อยากเป็นอีก หลังจากหายแล้วให้นอนหลับก่อน 5 ทุ่ม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สามารถใช้ร่วมกับยาแผนปัจจุบันได้หรือเปล่า&lt;br /&gt;คุณหมอ : สามารถใช้ร่วมกับยากิน ยาทาปกติได้ ข้อห้ามของการห้ามฝังเข็มคือ&lt;br /&gt;1. ความดันสูงกว่า 180/110 mmHg&lt;br /&gt;2. อิ่มเกินไป หิวเกินไป เพลีย&lt;br /&gt;3. เป็นมะเร็ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การฝังเข็มมีอันตรายหรือเปล่า เช่น ฝังพลาด ผิดจุด&lt;br /&gt;คุณหมอ : มีแต่ไม่อันตราย และจะไม่เจอมากในหมอที่ชำนาญ ถ้าเข็มไปถูกเส้นประสาทก็อาจเกิดการช็อต และเข็มถ้าไปถูกเส้นเลือดก็แค่แดง เพราะเข็มที่ใช้ไม่เหมือนเข็มที่ใช้ฉีดยา แต่คุณหมอก็แนะนำว่าเวลาที่ไปหาให้หาหมอที่มีใบประกอบโรคศิลป์ ที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุขเท่านั้น เพราะเราสามารถติดตามและมั่นใจได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณหมอชรัชยังทิ้งท้ายว่า บ้านเราการฝังเข็มยังไม่แพร่หลาย แถมราคาก็ถูกกว่าที่เมืองนอกมาก อเมริกา ประเทศแถบยุโรปยังต้องบินมาที่โรงพยาบาลเพื่อมาทำเพราะถูกมาก และไม่ใช่รักษาได้เฉพาะพวกโรคเมื่อย อัมพาต อัมพฤกษ์เท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อมูลจาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;sanook.com&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4265893165138912706-2605728224471758573?l=xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/feeds/2605728224471758573/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2010/02/blog-post_6840.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/2605728224471758573'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/2605728224471758573'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2010/02/blog-post_6840.html' title='ฝังเข็มรักษาสิว'/><author><name>ojogabonitoo</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07502645820884715632</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_ZymOpV5Sm3c/S35uzS6OoYI/AAAAAAAABRk/y0EnbCvXqaY/s72-c/%E0%B8%9D%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%87%E0%B8%A1+%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%A7.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4265893165138912706.post-2870654648516894418</id><published>2010-02-19T02:47:00.000-08:00</published><updated>2010-03-14T00:31:26.811-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพร่างกาย'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ฝังเข็ม'/><title type='text'>หุ่นสวย....ด้วยการฝังเข็ม</title><content type='html'>พูดถึงเรื่องของการฝังเข็มเป็นศาสตร์ทางการแพทย์แขนงหนึ่งของแพทย์แผนจีนโบราณ  ปัจจุบันได้รับการยอมรับและเชื่อถือมากขึ้นจากแพทย์แผนตะวันตก เพราะสามารถอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์  โดยใช้หลักของประสาทสรีรวิทยา คือเมื่อมีการกระตุ้นปลายประสาท  จะส่งผลให้อวัยวะต่างๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงการทำงาน  การฝังเข็มก็คือการใช้เข็มเป็นตัวกระตุ้นซึ่งให้ผลการรักษาดีไม่น้อย  เพราะแพทย์แผนจีนได้สั่งสมความรู้มานับพันปีในเรื่องจุดต่างๆ ที่มีความสัมพันธ์กับการทำงานและความสมดุลของร่างกาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;การฝังเข็มเพื่อเพิ่มและลดน้ำหนัก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    วิธีฝังเข็ม เพื่อเพิ่มหรือลดน้ำหนักถูกกล่าวขวัญกันมาก  ด้วยจุดเด่นที่แตกต่างจากวิธีลดน้ำหนักอื่น ๆ ตรงที่มุ่งเน้นการมีน้ำหนักที่เหมาะสมพร้อมกับสภาพร่างกายที่แข็งแรงไม่มี อันตรายทั้งโดยตรงและผลข้างเคียง&lt;br /&gt;    การแพทย์แผนจีนถือว่าสภาวะของ ร่างกายแต่ละคนไม่เหมือนกัน  การรักษาจึงต้องพิจารณาว่าร่างกายของผู้นั้นอยู่ในสภาวะใด  สาเหตุของปัญหาอยู่ที่ไหน  โดยส่วนใหญ่คนอ้วนหรือมีน้ำหนักเกินมักมีสาเหตุจากการกินมาก  แต่นำไปใช้น้อย  หรือร่างกายไม่สามารถแปรอาหารเป็นพลังงานเพื่อนำไปใช้ได้หมด  นั่นแสดงถึงสภาวะที่ระบบการย่อยและการดูดซึมของร่างกายผิดปกติ  จึงทำให้มีไขมันหรือของเสียตกค้างในร่างกาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_ZymOpV5Sm3c/S35tunAeygI/AAAAAAAABRc/BKy0lwibino/s1600-h/%E0%B8%9D%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%87%E0%B8%A1.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 400px; height: 300px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_ZymOpV5Sm3c/S35tunAeygI/AAAAAAAABRc/BKy0lwibino/s400/%E0%B8%9D%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%87%E0%B8%A1.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5439906047422548482" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;นายแพทย์ภาสกิจ (วิทวัส) วัณนาวิบูล  แพทย์ผสมผสานการแพทย์แผนจีนและแผนปัจจุบัน อธิบายว่า  สภาวะที่ระบบการย่อย และการดูดซึมของร่างกายผิดปกติมีอยู่สองลักษณะด้วยกันประการแรกคือ  มีสภาพแกร่ง  หมายถึง ระบบการย่อยและการดูดซึมของร่างกายมีการสะสมความร้อนมากเกินไป  ซึ่งเกิดได้จากการกินอาหารร้อน ๆ บ่อย ๆ เป็นเวลานาน  การกินอาหารมื้อดึก  การกินอาหารประเภทไขมันรวมถึงการกินอาหารปริมาณมากเป็นประจำ  ทำให้ได้รับแคลอรี่หรือพลังงานมาก  ร่างกายก็ร้อนมาก  เมื่อใช้พลังงานไม่หมด  ร่างกายสะสมพลังงานที่เหลือไว้  นานเข้าก็มีผลกระทบให้การย่อยไม่ดีตามไปด้วย  อาการของคนที่มีสภาวะนี้จะขี้ร้อน  เหงื่อออกง่าย  กินเก่ง  หิวง่าย  หน้าแดง  ลิ้นแดง  ชีพจรเต้นเร็วและแรง  ท้องผูก  ปัสสาวะมีสีเข้ม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    ลักษณะที่สองคือ  ระบบการย่อยและดูดซึม มีสภาพพร่อง หมายถึงมีความเย็นมาก  ทำให้ร่างกายย่อยไม่ดี  ซึ่งจะมีผลให้มีน้ำและความชื้นตกค้างในร่างกายมากสังเกตได้ว่า  คนอ้วนที่อยู่ในสภาวะนี้มักจะตัวบวม  เนื้อเหลว  และตรงกันข้ามกับแบบแรก คือ กินน้อยแต่อ้วน  เหนื่อยง่าย  ท้องเสียบ่อย ถ้ายิ่งไปกินของเย็น เช่น แตงโม  สับปะรด  ชมพู่  น้ำชา  มะขามแขก  ผักผลไม้ต่างๆ ก็จะยิ่งอ้วนขึ้นอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    การฝังเข็มเพื่อลดน้ำหนักให้ได้ผลจึงต้องขึ้นอยู่กับความชำนาญ ของแพทย์ในการวินิจฉัยสาเหตุแห่งความอ้วนของคนไข้แต่ละรายได้ถูกต้องด้วย  เพราะวิธีบำบัดจะแตกต่างกันตามลักษณะว่าอ้วนแบบใด  คนที่อ้วนแบบยิ่งกินยิ่งอ้วนก็ต้องใช้หลักฝังเข็มในจุดที่กระตุ้นให้สมองลด ความอยากอาหาร  ลำไส้บีบตัวน้อยลง  จุดที่ลดความร้อนในกระเพาะและลำไส้  จุดที่ช่วยระบายความชื้นที่ตกค้างหรือที่เรียกว่าระบายเสมหะชื้น  กระตุ้นให้เกิดการใช้พลังงาน  และกระตุ้นบางจุดให้มีไขมันละลาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    ส่วนคนที่กินน้อยแต่อ้วน  แพทย์จะฝังเข็มกระตุ้นในจุดตรงข้าม  คือกระตุ้นให้กินมากขึ้น  ทำให้สุขภาพแข็งแรงขึ้น  ท้องไม่ผูก  ไม่เสีย  บำรุงการย่อยให้แข็งแรง  เมื่อระบบการย่อยอาหารทำงานได้ดี  ของเสียไม่ตกค้างในร่างกาย  อาการบวมก็น้อยลง  เป็นการรักษาสมดุลของร่างกาย  เรียกว่าผอมลงอย่างแข็งแรง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    ในกรณีที่ต้องการเพิ่มน้ำหนัก  ก็ทำได้โดยการกระตุ้นที่ศูนย์ควบคุมความหิวความอิ่มให้ส่งผลกลับกัน  คือกระตุ้นให้เกิดความอยากอาหาร  ให้การดูดซึมสารอาหารเป็นไปได้ดีมากขึ้น  เมื่อรับประทานได้มากและร่างกายรับไปใช้ได้ดีขึ้น  น้ำหนักก็จะเพิ่มตามมาในที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    คนที่ต้องการลดน้ำหนักทั้งตัว  หมอจะใช้เข็มกระตุ้นหลายๆจุดพร้อมกัน  แต่หากต้องการลดเฉพาะส่วน  ก็ทำได้โดยใช้กระแสไฟฟ้าต่อเข้ากับเข็ม  ทำการกระตุ้นเป็นจังหวะทำให้เกิดการสั่นสะเทือนของกล้ามเนื้อ  ไขมัน  ที่รวมตัวกันเป็นก้อนก็จะแตกตัว  ลดขนาดลงและถูกขับออกมาทางท่อน้ำเหลือง  ซึ่งปลอดภัยกว่าการดูดไขมันเยอะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    แต่กระนั้นสาว ๆ ใจร้อนที่อยากมีหุ่นสวยกลับไม่ค่อยถูกใจวิธีฝังเข็ม  เพราะเห็นผลช้าต้องทำต่อเนื่องอย่างน้อย 10 ครั้ง  เปรียบเทียบกับการใช้ยาลดความอ้วนซึ่งเห็นผลเร็วกว่าเพราะยาจะเข้าไปบังคับ ให้ไม่รู้สึกหิว  คุณจึงอดอาหารได้สบาย  และผอมลงในเวลาอันรวดเร็วแต่ผลที่ตามมาคือ  ร่างกายขาดสารอาหาร  ซึ่งอันตรายมาก  เมื่อหยุดยาก็มักเกิดผลตรงข้ามที่ เรียกว่า Yo-Yo Effect  คือ น้ำหนักเพิ่มกลับมากกว่าเดิมอีกด้วยซ้ำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    นอกจากนี้ยังมีการวิจัยอีกด้วยว่า  การฝังเข็มเพื่อเพิ่มหรือลดน้ำหนักจะมีผลให้ความดันเลือดและไขมันในเส้น เลือดลดลง  และช่วยปรับระดับอินซูลิน  คอร์ติโซน  และอะดรีนาลิน ซึ่งเป็นสารที่มีความสัมพันธ์กับการเผาผลาญและการสะสมไขมัน  ให้อยู่ในระดับสมดุลสอดคล้องกับสภาพของร่างกาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    ส่วนผลที่ได้รับจากวิธีฝังเข็ม  ไม่ได้เน้นว่าคุณสามารถลดหรือเพิ่มน้ำหนักได้เท่าไหร่หากแต่จะพิจารณาถึง สุขภาพโดยรวม เป็นต้นว่า ระบบย่อยทำงานดีขึ้น  อาการไม่สบายต่าง ๆ  เช่น ท้องอืด  ท้องเฟ้อหายไป  ร่างกายแข็งแรงขึ้น  ตรงนั้นต่างหากเป็นสำคัญ  เพราะการฝังเข็มไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มหรือลดน้ำหนักเท่านั้น  แต่จะปรับสมดุลของร่างกายให้สุขภาพดีขึ้นด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    แต่ท้ายสุด  สิ่งที่พึงระลึกก็คือ  หากคุณยังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินซึ่งเป็นสาเหตุใหญ่ของความอ้วน  การบำบัดก็จะยิ่งเห็นผลช้าหรือเมื่อน้ำหนัดลดแล้วกลับไปมีพฤติกรรมการกินแบบเดิมอีก  ก็ต้องเริ่มบำบัดกันใหม่ สิ่งที่ทำมาตั้งแต่แรกอาจสูญเปล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อมูลจาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นิตยสาร  HEALTH &amp;amp; CUISINE  ฉบับที่ 18 กรกฎาคม 2545&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4265893165138912706-2870654648516894418?l=xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/feeds/2870654648516894418/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2010/02/blog-post_19.html#comment-form' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/2870654648516894418'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/2870654648516894418'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2010/02/blog-post_19.html' title='หุ่นสวย....ด้วยการฝังเข็ม'/><author><name>ojogabonitoo</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07502645820884715632</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_ZymOpV5Sm3c/S35tunAeygI/AAAAAAAABRc/BKy0lwibino/s72-c/%E0%B8%9D%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%87%E0%B8%A1.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4265893165138912706.post-6888996990004327762</id><published>2010-02-18T12:31:00.000-08:00</published><updated>2010-03-14T00:31:47.884-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โยคะ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพผิว'/><title type='text'>เคล็ด(ไม่)ลับ 30 ข้อให้คุณดูสวยอ่อนวัย</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;1. หลับสนิทเพิ่มพลังผิว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การได้นอนหลับ สนิทไม่เพียงแต่ช่วยให้คุณรู้สึกสดชื่นในยามตื่นเท่านั้น แต่ยังเป็นขุมพลังสำคัญที่ช่วยให้ผิวสุขภาพดี และอ่อนเยาว์อีกด้วย เพราะขณะนอนหลับ ระบบประสาทอัตโนมัติ Parasympathetic Nervous System จะทำงานอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในช่วงเวลาระหว่างสี่ทุ่มถึงตีสอง โดยระบบนี้จะทำการส่งอาหารให้แก่เซลล์ทุกๆ เซลล์ ทำให้ร่างกายได้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ชะลอการเสื่อมของเซลล์ผิว ลองสังเกตดูได้ ถ้าวันไหนเข้านอนเร็วและหลับสนิท ตื่นขึ้นมาผิวจะสดใสเป็นพิเศษ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_ZymOpV5Sm3c/S32k92e5GZI/AAAAAAAABQ0/Q-sA-f3FvBg/s1600-h/%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%9C%E0%B8%B4%E0%B8%A7.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 369px; height: 400px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_ZymOpV5Sm3c/S32k92e5GZI/AAAAAAAABQ0/Q-sA-f3FvBg/s400/%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%9C%E0%B8%B4%E0%B8%A7.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5439685307437488530" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;2. เติมออกซิเจนให้ผิว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ออกซิเจนเป็น หัวใจสำคัญในกระบวนการเผาผลาญพลังงาน นำสารอาหารไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย รวมทั้งผิวของเราด้วย ดังนั้น การหายใจที่สั้นกว่าปกติหรือผิดจังหวะ นอกจากจะทำให้ปอดไม่ได้รับออกซิเจนมากเท่าที่ควร ยังทำให้ร่างกายไล่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากร่างกายได้น้อยไปด้วย ส่งผลให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้ไม่เต็มที่ รู้ไว้นะคะ แค่หายใจผิดก็ส่งผลให้ผิวพรรณไม่เปล่งปลั่งสดใส แลดูแก่ก่อนวัยได้ค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;3. คืนความอ่อนเยาว์ด้วยโยคะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในระยะ 2-3 ปีมานี้ การฝึกโยคะกลายเป็นการออกกำลังที่สาวไทยรู้จักเป็นอย่างดี เพราะไม่เพียงช่วยเสริมสร้างร่างกายให้สมส่วนแข็งแรง แต่ยังช่วยให้มีสมาธิ และดูอ่อนเยาว์ยิ่งขึ้น เป็นเพราะการฝึกโยคะทำให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น น้ำหนักส่วนเกินจะหายไป ผิวพรรณสดใส แถมริ้วรอยก็ยังลดเลือนลงด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;4. 10 ข้อต้องห้าม เพื่อไม่ให้ผิวแก่ก่อนวัย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;คุณสาว ๆ ที่อยากเป็นเจ้าของผิวกายที่ดูอ่อนเยาว์อย่างมีสุขภาพดีไปนาน ๆ จำไว้ให้ขึ้นใจ 10 อย่างนี้&lt;br /&gt;ต้องงด ละ เลิก ให้เร็วที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- บุหรี่&lt;br /&gt;- น้ำอัดลม&lt;br /&gt;- แอลกอฮอล์&lt;br /&gt;- การถู หรือขัดผิวแรง ๆ&lt;br /&gt;- นอกดึก (เป็นประจำ)&lt;br /&gt;- อยู่กลางแจ้งโดยไม่ปกป้องผิว&lt;br /&gt;- ดื่มน้ำน้อย&lt;br /&gt;- ละเลยการทาโลชั่น&lt;br /&gt;- เขี่ยผักออกจากจาน&lt;br /&gt;- ไม่ออกกำลังกาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;5. ผิวอ่อนเยาว์ด้วยเสียงหัวเราะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เคยสังเกตไหมว่า ยิ่งอายุมากขึ้น เสียงหัวเราะเรากลับลดลง นั่นอาจเป็นเพราะความเครียดและหน้าที่การงาน ดังนั้น อย่าลืมหาเวลาหัวเราะให้มากขึ้น เพราะนอกจากจะผ่อนคลายความเครียดทางด้านจิตใจแล้ว ระบบร่างกายที่ตึงเครียดอยู่ก็ถูกปลดปล่อย และผ่อนคลายตามไปด้วย หัวใจเต้นแรงขึ้น เลือดไหลเวียนไปทั่ว ผิวพรรณที่หม่นหมองก็มีชีวิตชีวา ดูอ่อนเยาว์ยิ่งขึ้น นั่นเพราะการหัวเราะช่วยทำให้ระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายทำงานเป็นปกติ ช่วยเพิ่มระดับภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย และยังส่งผลต่อผิวหนังโดยตรง ช่วยลดความเครียดอันเป็นต้นเหตุของการเกิดอนุมูลอิสระ ที่ทำให้ผิวแก่ก่อนวัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;6. เลี่ยงควันบุหรี่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บุหรี่นับเป็น อีกหนึ่งศัตรูตัวร้ายของผิวสวย เพราะจะเข้าไปขัดขวางการดูดซึมวิตามินซีของร่างกาย ส่งผลกระทบต่อการผลิตคอลลาเจน ทำให้ผิวหย่อนยาน ทั้งยังเป็นตัวการทำให้เกิดสารอนุมูลอิสระ ซึ่งทำให้ผิวเสื่อมสภาพและแก่กว่าวัย คนที่สูบบุหรี่เป็นประจำจะดูแก่กว่าคนรุ่นราวคราวเดียวกันถึง 10 ปี ผิวพรรณดูเหี่ยวย่น สุขภาพทรุดโทรม แม้แต่ผู้ที่ไม่ได้สูบบุหรี่ แต่อยู่ท่ามกลางควันบุหรี่ก็ได้รับผลคล้ายกัน เพราะควันบุหรี่สามารถสร้างความเสียหายให้ผิวได้ไม่แพ้การเผชิญกับแสงแดดเลย ทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;7. ชะลอริ้วรอยด้วยความชุ่มชื่น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ทุกวันนี้ภาวะ อากาศแห้งเพราะเครื่องปรับอากาศ กลายเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ผิวแก่กว่าวัย โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นสาวออฟฟิศที่ต้องทำงานในห้องแอร์วันละไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมง ฉะนั้นอย่าปล่อยให้ผิวแห้งโดยไม่เติมความชุ่มชื้น เพราะนั่นเท่ากับการยินยอมให้ผิวเกิดริ้วรอย และแก่ก่อนวัยอย่างเต็มใจ ลองใช้เคล็ดลับง่าย ๆ เหล่านี้ดูค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- หลังอาบน้ำ ให้ซับตัวพอหมาดแล้วทาโลชั่นให้ทั่วตัวทันที เพื่อเป็นการเก็บกักความชุ่มชื่นบนผิว&lt;br /&gt;- ระหว่างวันถ้ารู้สึกว่าผิวแห้งจนคันอย่าเกา ให้ฉีดน้ำแร่ หรือลูบผิวเบา ๆ ด้วยน้ำ แล้วทาโลชั่น&lt;br /&gt;- ปลูกต้นไม้ที่โต๊ะทำงาน เพิ่มความชื้นให้อากาศรอบ ๆ ตัว&lt;br /&gt;- เลี่ยงห้องแอร์มาอยู่ในห้องที่อุณหภูมิปกติบ้าง อย่างน้อยก็ในวันเสาร์ - อาทิตย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;8. ลดน้ำหนักอย่างอ่อนโยนต่อผิว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สาวๆสมัยนี้ไม่ น้อยเลยที่ให้ความสำคัญกับเรื่องการลดน้ำหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาว 30 อัพ ที่น้ำหนักขึ้นง่ายแต่ลงยากเหลือใจ หลายคนเลยหักโหมลดน้ำหนักจนผอมจริง แต่ผิวพรรณกลับไม่สดใส ดูแก่กว่าวัยไปเสียนี่ ดังนั้น การลดน้ำหนักอย่างถูกต้องและค่อยเป็นค่อยไปคือ ไม่เกินสัปดาห์ละ 1 กิโลกรัม เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อถึงผิว และสุขภาพของคุณเอง โดยการออกกำลังกายควบคู่ไปกับการลดอาหาร เพื่อให้ไขมันกลายเป็นกล้ามเนื้อที่กระชับ ไม่ใช่เหลือแต่หนังที่หย่อนยาน ส่วนเรื่องการลดปริมารอาหาร ก็ต้องเลือกให้ครบทั้ง 5 หมู่ เพราะถ้าขาดสารอาหารในหมู่ใดหมู่หนึ่งไป ผิวหนังจะแห้งกร้าน เป็นริ้วร่อยง่าย ดูแก่กว่าวัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;9. ปกป้องผิวจากแสงแดด...ศัตรูหมายเลข 1 ของผิว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;80% ของสาเหตุที่ทำให้ผิวแก่กว่าวัยก็คือ แสงแดด เพราะรังสีอุตราไวโอเลตจากแสงแดด จะทำปฏิกิริยารวมตัวกับกรดไขมันไม่อิ่มตัวในเซลล์ผิว เกิดจากออกซิไดซ์กลายเป็นกรดไปทำลายอิลาสตินในผิว ทำให้ผิวเกิดริ้วรอย ฝ้า และแก่กว่าวัย ฉะนั้นสาว ๆ ทั้งหลาย ห้ามลืมทากันแดดก่อนออกจากบ้าน และควรทาก่อนออกแดด 20 นาที และเลือกชนิดที่ปกป้องได้ทั้งรังสี UVA และ UVB&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;10. เขตปลอดเซลลูไลต์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่าเพิ่งกรี๊ด โดยเฉพาะสาวๆ ที่วัย 30 อัพ ถ้าพบว่าผิวเนียนเรียบแข็งแรงของคุณ เริ่มมีเซลลูไลต์&lt;br /&gt;คุกคามจนไม่กล้าสวมชุดว่ายน้ำ อย่าเพิ่งเก็บชุดเข้ากรุนะคะ งานนี้ต้องลองสู้กันสักตั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- ถูผิวด้วยใยบวบ เริ่มจากปลายมือมาหารักแร้ จากปลายเท้ามาที่โคนขา ส่วนหน้าอกและหลังให้ถูจากบนลงล่าง เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและน้ำเหลือง ช่วยขจัดของเสียที่หมักหมมอยู่กับก้อนไขมันให้สลายตัว&lt;br /&gt;- บริหารกล้ามเนื้อเฉพาะส่วน หน้าท้อง ต้นขา ต้นแขน ท่าง่ายๆ ที่ได้ผลดีเยี่ยมคือ ถีบจักรยานอากาศ&lt;br /&gt;- ฝึกคลายเครียด เพราะความเครียดจะทำให้ร่างกายรับออกซิเจนได้ไม่เต็มที่ ส่งผลถึงระบบไหลเวียนของเหลวในร่างกาย&lt;br /&gt;- ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ลิตร เพื่อช่วยขบวนการเผาผลาญ การไหลเวียนโลหิต ขับถ่ายของเสียจากร่างกายได้ดีขึ้น ลดการเกิดเซลลูไลต์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;11. หวานแต่พอดี&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความหวานในที่ นี้หมายถึงน้ำตาลค่ะ เพราะนอกจากจะทำให้อ้วนและฟันผุแล้ว ยังทำให้ติดเชื้อได้ง่าย เพราะน้ำตาลทำให้ภูมิต้านทานโรคในร่างกายต่ำลง สมองเฉื่อย เซื่องซึม ไม่กระฉับกระเฉง เนื่องจากระบบความสมดุลของแร่ธาตุในร่างกายเสียไป ที่สำคัญยังเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้คนเราแก่ก่อนวัย เพราะการเผาผลาญน้ำตาลในร่างกายเป็นตัวเร่งการเกิดอนุมูลอิสระ ถ้าตัดความหวานไม่ได้ ให้เปลี่ยนไปกินน้ำผึ้งแทน เพราะน้ำผึ้งมีสารต้านอนุมูลอิสระ สียิ่งเข้มก็ยิ่งดี เต็มไปด้วยวิตามิน เกลือแร่ ร่างกายดูดซึมพลังงานได้อย่างรวดเร็ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;12. ผิวของคุณกำลังหิวน้ำอยู่หรือเปล่า&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อากาศร้อนๆทำให้ ร่างกายสูญเสียน้ำประมาณ 3-4 ลิตรต่อวัน หากไม่ดื่มน้ำทดแทน อาจทำให้ระบบหมุนเวียนโลหิตติดขัด ระบบขับถ่ายทำงานไม่เต็มที่ เกิดริ้วรอยบนผิวหนัง แถมยังแห้งเป็นขุย ผิวพรรณเลยไม่สดใส แถมยังดูแก่กว่าวัยเข้าไปอีก การดื่มน้ำที่ถูกต้อง ควรจะเป็นน้ำสะอาด และค่อย ๆ จิบตลอดทั้งวัน ไม่ใช่ดื่มรวดเดียว 1 ลิตร และอย่าดื่มขณะมื้ออาหารมากไป เพราะน้ำจะทำให้สารอาหารไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว เกินกว่าที่ร่างกายจะดูดซึมทัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;13. สายฝนไม่ชุ่มฉ่ำสำหรับผิว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้น้ำจะช่วยคืน ความชุ่มชื่นให้ผิว แต่ถ้าเป็นน้ำฝน คุณสาวๆโปรดหลีกเลี่ยง เพราะการโดนละอองฝนไม่เพียงทำให้ผิวเกิดความอับชื้น แต่ในน้ำฝนยังมีส่วนประกอบของเกลือไบคาร์บอเนตซึ่งมีฤทธิ์เป็นด่าง ถ้าโดนผิวบ่อย ๆ อาจทำให้ผิวซึ่งมีสภาพเป็นกรดแห้งหยาบได้ นอกจากนี้ฝนที่ตกในเมืองใหญ่ ยังชะล้างเอาฝุ่นผง และเชื้อโรคมาด้วย ครั้งต่อไปถ้าเจอฝน รีบกลับบ้านอาบน้ำ ทาโลชั่นป้องกันผิวด่วน&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;&lt;br /&gt;14. เติมความสุขให้ผิวด้วยการนวด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทางการแพทย์ การสัมผัสถือเป็นส่วนหนึ่งของการบำบัดโรค ส่งผลดีต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจ โดยผิวหนังถือเป็นอวัยวะที่รับความรู้สึกได้ดี และเร็วที่สุด การสัมผัสทางผิวหนังจะช่วยกระตุ้นปลายประสาท กระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุขเอนดอร์ฟินออกมา ทำให้รู้สึกอารมณ์ดี ลดระดับของอะดรีนาลิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่หลั่งออกมาในช่วงที่เกิดความเครียด ดังนั้น การหาเวลาไปสปาเพื่อนวดตัวสัปดาห์ละครั้ง จึงไม่เพียงช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย แต่ยังช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งเป็นประกาย ดูอ่อนเยาว์กว่าวัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;15. อาบผิวให้สะอาดอ่อนเยาว์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทราบไหมคะว่า แค่การอาบน้ำดี ๆ ก็ช่วยให้ผิวคุณดูอ่อนเยาว์ขึ้นได้ เพราะผิวสุขภาพดีเริ่มต้นที่ความสะอาด นอกจากเลือกใช้สบู่หรือเจลอาบน้ำกลิ่นโปรดแล้ว ลองใช้เทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ ช่วยเพิ่มความสดใสให้กับผิวคุณดู&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- หลังจากเหนื่อยจากงานมาทั้งวัน ให้ชั่วโมงอาบน้ำเป็นการผ่อนคลาย ด้วยการจุดเทียนหอมกลิ่นโปรดในห้องน้ำ และอาบน้ำอย่างช้าๆ ละเมียดละไม&lt;br /&gt;- แช่น้ำอุ่นสัก 15 นาที จะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดประจำวันได้&lt;br /&gt;- ถ้าอาบน้ำด้วยฝักบัว ควรอาบน้ำเย็นรดตัวเป็นครั้งสุดท้าย คุณจะรู้สึกสดชื่นขึ้นทันที เพราะระบบหมุนเวียนโลหิต จะถูกกระตุ้นให้ทำงานอย่างรวดเร็ว&lt;br /&gt;- ที่สำคัญ หลังเช็ดตัวควรทาโลชั่นทันที เพื่อเก็บกักความชุ่มชื่นของผิวเอาไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;16. คืนความอ่อนเยาว์แบบเร่งด่วนด้วยการมาสค์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การมาสค์ผิวกาย ให้ประโยชน์เช่นเดียวกับการมาส์คผิวหน้า คือช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบหมุนเวียนโลหิต ทำให้ผิวสดชื่นเปล่งปลั่ง เนียนละเอียด มาสค์ก็มีหลายแบบให้เลือกใช้ตามโอกาส เช่น แบบโคลนช่วยชะล้างน้ำมันและเซลล์ผิวเก่าที่ตกค้างอยู่บนผิว ทำให้รูขุมขนไม่อุดตัน ผิวกระชับเปล่งปลั่ง หรือแบบเพิ่มความชุ่มชื่น เหมาะกับสาวผิวแห้งที่ต้องการให้ผิวดูอ่อนเยาว์แบบเร่งด่วน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;17. ลดเลือนริ้วรอยบริเวณคอ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผิวบริเวณคอบอบ บางกว่าที่คุณคิด เพราะมีต่อมซีบาเชียสซึ่งให้ความชุ่มชื่นแก่ผิวน้อยกว่าบริเวณใบหน้า เป็นริ้วรอยได้ง่าย อย่าลืมทาผิวให้ลำคอด้วย โดยเฉพาะครีมกันแดดเช่นเดียวกับที่ทาบริเวณใบหน้า นอกจากนี้ยังมีท่านวดเพื่อให้คอกระชับ มีความยืดหยุ่น เริ่มจากยกคางให้สูงขึ้นและยื่นออกไป ให้ขากรรไกรล่างยื่นออกจนรู้สึกผิวหนังใต้คางตึงกว่าเดิม ค่อย ๆ นวดครีมให้เลื่อนขึ้นไปตามลำคอช้า ๆ เอียงศีรษะและลำคอไปมาเป็นระยะ ๆ เพื่อใช้เนื้อเยื่อของกล้ามเนื้อที่หดตัวเป็นฐานในการนวด ทำเช่นนี้ต่อไปจนถึงหลังใบหู จะช่วยให้ผิวหนังบริเวณนี้แข็งแรง มีความยืดหยุ่น และลดเลือนริ้วรอย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;18. เต้นรำทำให้ผิวอารมณ์ดี&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เต้นรำจังหวะไหน ก็ได้เพียงวันละ 20 นาที สามารถช่วยให้คุณอารมณ์ดีได้ เพราะช่วยเพิ่มระดับเอนดอร์ฟินในร่างกาย ลดอาการซึมเศร้า และความเครียด แถมยังช่วยเผาผลาญแคลอรี่ กระตุ้นระบบหายใจ และระบบหมุนเวียนโลหิตอีกด้วย ถ้าพยายามแล้วแต่เต้นรำไม่เป็น แค่ปล่อยอารมณ์ไปตามเพลงก็เพียงพอแล้วค่ะ สำหรับผิวสวย ๆ แถมสุขภาพดีขึ้นด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;19. ริ้วรอยนี้อาจได้มาจากมลพิษ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มลพิษในอากาศมี ส่วนทำร้ายผิวให้เกิดริ้วรอยได้ไม่แพ้บุหรี่เลยทีเดียว ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า ผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่กำลังได้รับมลพิษจากการหายใจเทียบเท่ากับการสูบ บุหรี่ 10 มวนต่อวัน อย่าเพิ่งย้ายบ้านหนีค่ะ เพราะมีวิธีต่อต้านมลพิษมาฝาก ให้รับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ และวิตามินเอ ซี อี รวมทั้งหาเวลาออกไปพักผ่อนนอกเมืองบ้าง เพื่อให้ร่างกายได้รับอากาศบริสุทธิ์ นาน ๆ ครั้งก็ยังดีค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;20. ดีท็อกซ์อารมณ์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความเครียดเป็น อีกตัวการสำคัญในการทำลายสุขภาพผิว และพรากความอ่อนเยาว์จากผิวคุณไปทุกวัน เพราะความเครียดทำให้เกิดอนุมูลอิสระ (อีกแล้ว) ทันทีที่รู้สึกเครียด ลองทำตามนี้ดู&lt;br /&gt;- เคี้ยวหมากฝรั่ง จังหวะเคี้ยวที่สม่ำเสมอช่วยลดความเครียดที่เกิดขึ้นได้ เลือกหมากฝรั่งที่ปราศจากน้ำตาลก็ดีนะคะ ฟันจะได้ไม่ผุไง&lt;br /&gt;- หายใจลึก ๆ ด้วยการวางมือบนหน้าท้อง หายใจเข้าให้ท้องพองออก กลั่นลมหายใจไว้สักครู่ จากนั้นหายใจออกยาว ๆ ให้หน้าท้องแฟบ ทำ 5-10 ครั้ง&lt;br /&gt;- เกร็งและคลายกล้ามเนื้อทีละส่วน โดยเริ่มจากนิ้วเท้า น่อง เข่า สะโพก เกร็งทุกส่วนสักครู่แล้วคลาย จากนั้นแขม่วท้อง กำหมัด เกร็งแขน ไหล่ คอ ใบหน้า สักครู่แล้วคลาย ทำสลับกันจนรู้สึกผ่อนคลายขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;21. ไอร้อนเพื่อผิวสวย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เซาน่าใช้หลัก การร้อนจัด-เย็นจัด คือกระตุ้นร่างกายให้ร่างกายขับเหงื่อโดยสภาพความร้อนที่แห้ง และร้อนจัด ตามด้วยการอาบน้ำหรือแช่ร่างกายด้วยน้ำเย็น ไอที่เกิดจากละอองน้ำจะช่วยให้เซลล์ผิวหนังชั้นบนสุดนุ่มนวลขึ้น และกระตุ้นการขับไขมันที่มีของเสียออกจากร่างกายด้วยระบบการขับเหงื่อ รวมทั้งช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต เร่งการเกิดเซลล์ใหม่ และชะลอความเหี่ยวย่นของผิวหนัง ผู้ที่เข้าห้องเซาน่าเป็นประจำ จึงมักดูอ่อนวัยกว่าความเป็นจริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;22. ปาร์ตี้เพื่อผิวอ่อนเยาว์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าปีใหม่ไม่มีโปรแกรมไปเที่ยวไหน ลองชวนเพื่อน ๆ มาทำปาร์ตี้เพื่อผิวอ่อนเยาว์ที่บ้านดีกว่า&lt;br /&gt;- แทนที่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเนื้อสัตว์ด้วยอาหารย่อยง่าย และเครื่องดื่มที่ทำจากผักผลไม้ เพื่อเพิ่มวิตามินให้ผิว&lt;br /&gt;- จุดเทียนหอม และเปิดเพลงเบาๆสร้างบรรยากาศผ่อนคลายให้ผิวที่เหนื่อยล้าจากการทำงาน&lt;br /&gt;- ผลัดกันนวดต้นคอ หลัง ไหล่ เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด กระตุ้นให้ผิวได้เคลื่อนไหว&lt;br /&gt;- ผลัดกันขัดผิว โดยเฉพาะบริเวณแผ่นหลังที่เรามักขัดเองไม่ทั่ว เพื่อขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว&lt;br /&gt;- อย่าลืมปิดท้ายด้วยการล้างผิวให้สะอาด และชโลมโลชั่นหอม ๆ ที่มีคุณสมบัติช่วยปกป้องผิว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;23. สครับจากห้องครัว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การขัดผิวเป็น การลอกผิวชั้นนอกสุดเพื่อให้เซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาแทนที่ เป็นการทำความสะอาดอย่างล้ำลึก ทำให้รูขุมขนไม่อุดตัน ช่วยปรับสภาพผิว ให้ผิวผุดผาดอ่อนเยาว์มากขึ้น ดูสดใสขึ้นเยอะ การขัดผิวเหมาะกับสาว ๆ ทุกคน โดยเฉพาะที่ขึ้นเลข 3 ไปแล้ว เพราะในวัยนี้การผลัดเซลล์ใหม่จะช้าลง การขัดผิวจึงเป็นการช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิวใหม่ ให้ใกล้เคียงกับระบบที่ร่างกายเคยเป็น สครับสูตรเด็ดหาได้จากห้องครัว ผสมเกลือทะเลกับน้ำมันมะกอกเติมน้ำมะนาวเล็กน้อย เกลือจะช่วยขัดเซลล์ผิวเก่าออก ขณะที่น้ำมันมะกอกช่วยให้ความชุ่มชื้น ส่วนน้ำมะนาวจะช่วยลอกเซลล์เก่าออกไป ผิวใหม่เลยทั้งนุ่มลื่น แถมยังสดใส&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;24. ขาสวยพร้อมโชว์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัญหาเส้นเลือด ขอดที่ขา เป็นอีกปัญหาของผิววัย 30 โดยเฉพาะสาวๆที่มีอาชีพต้องยืนหรือนั่งนาน ๆ วิธีบรรเทาคือ ขยับแขนขยับขาบ่อย ๆ พยายามไม่สวมรองเท้าที่สูงเกินไปนัก และควรหาเวลาออกกำลังกายด้วยการว่ายน้ำ หรือการเดิน จะไปช็อปปิ้งก็ได้นะคะ หรือถ้าวันไหนที่รู้สึกล้าจนขยับขาแทบไม่ไหว ลองทำตามนี้นะคะ&lt;br /&gt;- นวดท่อนขาด้วยโลชั่นกลิ่นหอมอ่อนๆเพื่อคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ&lt;br /&gt;- ยกเท้ายันกับผนังให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้เลือดไหลเวียนในอีกทิศทางหนึ่ง&lt;br /&gt;- เปิดน้ำจากฝักบัวแรง ๆ ฉีดเข้าที่ต้นขา ไล่ลงไปที่เท้า ให้สายน้ำช่วยนวดผ่อนคลาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;25. ผิวสุขภาพดีด้วยแปรง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ใช่แค่เส้นผม เท่านั้นที่ควรได้รับการแปรงอย่างสม่ำเสมอ ผิวก็เช่นเดียวกัน เพราะช่วยเพิ่มความมีชีวิตชีวาให้ผิว เป็นการขัดเซลล์เก่าที่ตายแล้วออก รูขุมขนเปิด ผิวอ่อนนุ่มขึ้น โดยแปรงเพียงวันละ 5-10 นาที ก่อนอาบน้ำ เริ่มจากใช้แปรงแห้ง เริ่มแปรงที่เท้าก่อน โดยหมุนเป็นวงกลม ใช้น้ำหนักเบาก่อน จนผิวคุ้นเคยก็ค่อยลงน้ำหนักแรงขึ้น ไล่แปรงขึ้นมาถึงโคนขา จากนั้นหันมาแปรงที่แขน โดยไล่จากปลายนิ้วมายังหัวไหล่ แล้วเลื่อนแปรงมาที่หน้าท้อง ลำคอ หน้าอก หลัง ไหล่ ก่อนจะอาบน้ำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;26. ล้างผิว-ล้างพิษ ใน 1 วัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การอดอาหารเป็น กระบวนการล้างพิษแบบหนึ่ง เหมาะกับสาวๆ วัย 30 อีกนะคะ นอกจากสุขภาพจะดีขึ้น รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าแล้ว ยังทำให้ผิวพรรณดูอ่อนเยาว์ เพราะเมื่อสารพิษต่างๆในร่างกายถูกขับออกมา ร่างกายคุณก็สะอาดเอี่ยม ร่างกายเลยใสปิ๊งไปด้วย การอดอาหารมีหลายระดับ ให้เลือกแบบที่คิดว่าเหมาะกับตัวคุณ&lt;br /&gt;- ระดับที่ 1 อดด้วยผลไม้ ใช้วิธีกินผลไม้ชนิดเดียวกันตลอดวัน ควรเป็นผลไม้ที่ไม่หวานจัด อย่าง ฝรั่ง ส้มโอ แอปเปิ้ล สาลี่ มะละกอ&lt;br /&gt;- ระดับที่ 2 อดด้วยน้ำผลไม้ ดื่มแต่น้ำผลไม้ชนิดเดียวกันตลอดทั้งวัน โดยเป็นผลไม้ในกลุ่มเดียวกับการอดระดับที่ 1&lt;br /&gt;อย่าง ไรก็ดี การล้างพิษด้วยการอดอาหารเพียงวันเดียว คงไม่อาจล้างพิษที่สะสมออกจากร่างกายได้หมด จึงต้องทำอย่างสม่ำเสมอเท่าที่เวลา และสุขภาพร่างกายจะอำนวย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;27. สมูทตีเพิ่มความอ่อนเยาว์ให้ผิว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สมูทตีสูตรนี้ชื่อ Fountain of Youth ดื่มแล้วรู้สึกสดชื่น ผิวพรรณเปล่งปลั่งแข็งแรง เพราะมีส่วนผสมที่ให้วิตามินซี ซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ลดอัตราการเสื่อมของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายและยังช่วยสร้างคลอลาเจน ทำให้ผิวไม่เหี่ยวย่น หรือมีริ้วรอยก่อนวัยอันสมควร&lt;br /&gt;ส่วนผสม&lt;br /&gt;บลูเบอร์รี่แช่แข็ง 1 ถ้วย เชอร์รี่แช่แข็ง 1 ถ้วย น้ำแครนเบอร์รี่ 1 ส่วน 4 ถ้วย โยเกิร์ตไขมันต่ำรสสตรอว์เบอร์รี่ 1 ถ้วย&lt;br /&gt;วิธีทำ&lt;br /&gt;นำทุกอย่างใส่ เครื่องปั่นพร้อมกันโดยไม่ต้องใส่น้ำแข็ง เพราะเราจะได้ความเย็นอยู่แล้วจากผลไม้ที่แช่แข็งไว้ ถ้าหาเชอร์รี่ไม่ได้ ก็ใช้สตรอว์เบอร์รี่แทนได้นะคะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;28. ผิวก็ต้องการไขมันเหมือนกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;แม้คุณจะเกลียด ไขมันเพราะกลัวอ้วนขนาดไหนก็ตาม ห้ามงดไขมันโดยสิ้นเชิงเด็ดขาด เพราะไขมันช่วยทำให้ผิวชุ่มชื้น อ่อนนุ่ม และยังช่วยลำเลียงวิตามินเอ ดี อี เค ไปทั่วร่างกายอีกด้วย ลองสังเกตดูคนที่ลดความอ้วนอย่างหนัก ผิวจะซีดเซียว แห้งกร้าน ดูแก่กว่าวัย แต่ไขมันก็ยังแบ่งเป็นไขมันดี กับไขมันไม่ดี ผิวของคุณต้องการไขมันดีค่ะ วันละ 15% ก็เพียงพอแล้ว&lt;br /&gt;เลือก ไขมันดี (ไขมันไม่อิ่มตัว) จากปลาซาร์ดีน ปลาแซลมอน น้ำมันมะกอก น้ำมันงา น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันปลา น้ำมันเมล็ดฟักทอง ฯลฯ&lt;br /&gt;เลี่ยง ไขมันไม่ดี (ไขมันอิ่มตัว) เช่น ไขมันสัตว์ เนยสด เนยแท้ ผลิตภัณฑ์จากนม หนังไก่ หนังหมู น้ำมันมะพร้าว กะทิ ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;29. เลือกผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่เหมาะกับตัวเอง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงอายุ 20 ถือว่าเป็นเวลาของผิวเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นช่วงที่การทำงานต่างๆ ของผิวเป็นระบบมากที่สุด อย่างการผลัดเซลล์ผิวที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกๆ 28 วัน ผิวในช่วงนี้เน้นเรื่องของความสะอาด รักษาความชุ่มชื่น และปกป้องผิวจากแสงแดด พอถึงช่วงอายุ 30 ผิวเริ่มแสดงความอ่อนแอ มีริ้วรอย ผลัดผิวได้ช้าลง เพราะผิวชั้นในเริ่มเสื่อม ดังนั้น โลชั่นและครีมบำรุงของผิววัย 30 ต้องเน้นที่ส่วนผสมช่วยลดเลือนริ้วรอย และสร้างคลอลาเจน และที่ขาดไม่ได้ต้องมีสารกันแดดค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;30. เห็นแค่หลังก็ยังดูเด็ก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สาวๆช่างแต่งตัว สมัยนี้มีโอกาสโชว์ผิวมากเป็นพิเศษ ทั้งท่อนแขน หัวไหล่ แผ่นหลัง แต่ถ้าเกิดแผ่นหลังของคุณเป็นสิว หรือกระดำกระด่าง ไม่เนียนเรียบ แค่คิดก็หมดหวังแล้วค่ะ อยากให้หลังเรียบเนียนเพื่อการเผยผิวได้อย่างมั่นใจ เรามีเคล็ดลับมาฝาก&lt;br /&gt;- หลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้เกิดสิว คือ เหงื่อและความอับชื้น เลือกสวมเสื้อผ้าที่โปร่งสบาย ระบายความร้อนได้ดี&lt;br /&gt;- ลองสังเกตดู คุณชอบอาบน้ำก่อนสระผมหรือเปล่า ถ้าใช่ขอแนะนำให้เปลี่ยนพฤติกรรมนี้ด่วน เพราะในการสระผม เมื่อคุณใช้ครีมนวดผมแบบล้างออก ครีมนวดผมจะทิ้งคราบไว้บนหลังคุณ ทำให้รูขุมขนอุดตัน และเกิดสิวในที่สุด ดังนั้น ควรสระผมก่อน จากนั้นค่อยอาบน้ำเพื่อชำระคราบสกปรกบนร่างกาย และคราบแชมพู-ครีมนวด บนหลังคุณให้หมดไป&lt;br /&gt;- หลังอาบน้ำ อย่าลืมบำรุงผิวที่หลังด้วยโลชั่นที่มีคุณสมบัติช่วยปกป้องและลดเลือนริ้ว รอย เพื่อคงผิวอ่อนเยาว์ให้อยู่คู่กับคุณตลลอดไปไงคะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อมูลจาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 0);"&gt;http://www.collagen2u.com&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4265893165138912706-6888996990004327762?l=xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/feeds/6888996990004327762/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2010/02/30.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/6888996990004327762'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/6888996990004327762'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2010/02/30.html' title='เคล็ด(ไม่)ลับ 30 ข้อให้คุณดูสวยอ่อนวัย'/><author><name>ojogabonitoo</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07502645820884715632</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_ZymOpV5Sm3c/S32k92e5GZI/AAAAAAAABQ0/Q-sA-f3FvBg/s72-c/%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%9C%E0%B8%B4%E0%B8%A7.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4265893165138912706.post-210339860255394693</id><published>2010-02-18T12:23:00.000-08:00</published><updated>2010-03-14T00:27:08.367-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โยคะ'/><title type='text'>สวยอ่อนวัย ได้ด้วยโยคะ</title><content type='html'>&lt;h3&gt;วิธีธรรมชาติที่ช่วยให้คุณดูอ่อนวัย "โยคะ"&lt;/h3&gt;หญิง สาวหลายล้านคนต้องพึ่งมีดหมอเพื่อชะลอริ้วรอยเหี่ยวย่นหรือยกกระชับส่วน ต่างๆ ให้เต่งตึง แต่การพึ่งศัลยกรรมความงามก็หาใช่ทางออกเพียงอย่างเดียว ยังมีวิธีธรรมชาติอีกมากมายที่จะช่วยให้คุณดูสวยอ่อนเยาว์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และ การฝึกโยคะก็เป็นหนึ่งในวิธีฟื้นฟู ดูแล และสร้างสรรค์ความงามแบบธรรมชาติ ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของความสวยใสเปล่งปลั่งที่สะท้อนมาจากจิตใจภายในที่ สมบูรณ์สดชื่น ทั้งนี้เพราะโยคะช่วยกระตุ้นในเรื่องการไหลเวียนของโลหิต คืนความสดใสให้ผิวพรรณ ที่สำคัญคือทำให้คุณดูอ่อนกว่าวัย และสวยงามตั้งแต่เส้นผมจรดปลายเท้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_ZymOpV5Sm3c/S32iruVu7PI/AAAAAAAABQs/viM4RFymcf8/s1600-h/%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B8%B0+%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%A2.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 347px; height: 400px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_ZymOpV5Sm3c/S32iruVu7PI/AAAAAAAABQs/viM4RFymcf8/s400/%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B8%B0+%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%A2.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5439682796990688498" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;บริหารเส้นผมให้แข็งแรงมีชีวิตชีวา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      อยาก ผมสวยสุขภาพดีโดยไม่ต้องพึ่งพาผลิตภัณฑ์เสริมความงามราคาแพง ขอแนะนำให้บริหารด้วยท่าต่อไปนี้ทุกวัน ภายใน 2 สัปดาห์เส้นผมของคุณจะนุ่มสลวยแข็งแรง ลดอาการผมแห้งแตกปลายและรังแค ตลอดจนอาการหลุดร่วง เพราะหนังศีรษะจะมีสุขภาพดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยดึงใบหน้าคลายความเครียดได้อีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. กำผมทั้ง 2 มือให้แน่นพอประมาณ&lt;br /&gt;2. ออกแรงดึงให้ทั่วศีรษะ 20-25 ครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;บริหารผิวหน้านุ่มนวลสดใส&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ใบ หน้าเป็นส่วนสำคัญที่สุดของผู้หญิง ดังนั้นการดูแลรักษาเพื่อให้ใบหน้าคงความสดใสอ่อนเยาว์ย่อมเป็นสิ่งที่สาวๆ ทุกคนต้องการ ในการนวดหน้านอกจากจะช่วยผ่อนคลายแล้วยังช่วยกระตุ้นระบบหมุนเวียนโลหิต ทำให้ผิวพรรณสวยเปล่งปลั่งยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. ใช้ปลายนิ้วกดนวดจากปลายคางขึ้นมาข้างแก้มเรื่อยๆ จนถึงขมับ แล้วกดจุดที่ขมับนิ่งๆ สักครู่ จะช่วยลดอาการปวดศีรษะได้ หลังจากนั้นเริ่มต้นนวดจากปลายคางขึ้นมาใหม่อีกรอบ ทำจนคุณรู้สึกได้ถึงความสดชื่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. ใช้ปลายนิ้วกดวนรอบๆ ริมฝีปาก จนถึงจุดรอยหยักเหนือปากแล้วให้กดนิ่งๆ ตรงนั้นทิ้งไว้สักครู่ จะช่วยกระตุ้นระบบหมุนเวียนโลหิต ทำให้ริมฝีปากอวบอิ่มเอิบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. ใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้บีบรอบเบ้าตาจากบริเวณส่วนหางคิ้ววนไปจนถึงหัวคิ้ว จากนั้นบีบที่ดั้งจมูกค้างไว้สักครู่ แล้วจึงใช้นิ้วชี้กับนิ้วกลางกดพร้อมกันวนไปรอบส่วนโค้งตา จากนั้นเปลี่ยนนิ้วเริ่มนวดที่ส่วนเหนือตา ทำอย่างนี้วนไปเรื่อยๆ จะกระตุ้นกล้ามเนื้อรอบดวงตาและช่วยผ่อนคลายสายตาที่อ่อนล้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;บริหารคอให้ยาวระหงสง่างาม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ลองบริหารลำคอด้วยท่าโยคะต่อไปนี้ เพื่อให้ลำคอยาวระหงส่งเสริมบุคลิกของคุณให้ดูงามสง่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. หายใจเข้า เงยหน้าขึ้นช้าๆ แหงนหน้าแล้วหายใจออก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. หายใจเข้า-ออก ก้มศีรษะกดคางชิดอก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. หายใจเข้า-ออก หันหน้าไปทางไหล่ซ้าย ให้คางตรงกับไหล่ หายใจเข้า-ออกแล้วหันหน้าไปทางไหล่ขวา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. หายใจเข้า-ออก ลดศีรษะลงไปที่ไหล่ซ้าย หายใจเข้า-ออกแล้วลดศีรษะลงไปที่ไหล่ขวา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5. หมุนคอ 3 รอบ ซ้ายไปขวาก่อน เริ่มจากด้านหน้าให้คางชิดอก ด้านข้างให้ใบหูแนบไหล่ ด้านหลังพับคอลงให้มากที่สุด ครบแล้วหมุนกลับ 3 รอบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;บริหารหน้าอกให้กระชับเต่งตึง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ทรวง อกที่อวบอิ่มได้รูปคือเสน่ห์สำคัญของผู้หญิงที่จะดึงดูดความสนใจจากชายหนุ่ม หน้าอกที่สวยงามคือของขวัญจากธรรมชาติที่คุณควรดูแลรักษาไว้ด้วยสองมือของ คุณเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สภาพ ทางกายภาพของทรวงอกนั้นเป็นส่วนที่ไม่มีกล้ามเนื้อ มีแต่เส้นน้ำนมที่เป็นเหมือนกับเส้นเลือด (เพื่อส่งน้ำนมสำหรับเลี้ยงทารก) การที่จะดึงก้อนไขมันที่ประกอบกันเป็นทรวงอกให้เต่งตึงอยู่ได้นานนั้น ต้องอาศัยการยึดเหนี่ยวจากผิวหนังบริเวณใต้ลำคอลงไป วิธีง่ายๆ ก็คือการบริหารแผงอกด้วยท่าดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. พนมมือทั้งสองข้างไว้ระหว่างอก ค่อยๆ หายใจเข้า-ออก จากนั้นนำฝ่ามือทั้งสองมาประสานกัน แล้วออกแรงดันให้มากที่สุด คลายออกแล้วกลับมาที่ท่าพนมมือ หายใจเข้า-ออกช้าๆ สบายๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. ท่าปลา นอนหงาย หุบขา มือวางคว่ำข้างลำตัว วางมือหลังสะโพก ปลายนิ้วชี้ไปที่เท้า ให้ข้อศอกตั้งฉาก แอ่นลำตัวและอก เงยศีรษะไปด้านหลังให้มากที่สุด คอไม่เกร็ง คลายท่าโดยการก้มคอกลับท่าเดิม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;บริหารหน้าท้องให้แบนราบเซ็กซี่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เมื่อพุงของคุณใหญ่จนมีคนกล่าวหาว่าคุณ “ท้อง” ทั้งๆ ที่คุณยังไม่ได้แต่งงานด้วยซ้ำ คงไม่มีใครปรารถนาให้เป็นเช่นนั้น โดยเฉพาะผู้หญิงอยากสวยเช่นคุณ...หน้าท้องยื่น พุงย้วย นอกจากจะทำให้ความสวยเร้าใจของคุณหมดไปแล้ว ยังทำให้เกิดอาการปวดเอวและหลังตามมาด้วย สาวคนไหนต้องการกระชับหน้าท้องให้แบนราบ ลองฝึกตามท่าโยคะต่อไปนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่ากอดเข่า นอนหงาย หายใจเข้า กอดเข่าขวาด้วยมือทั้งสองข้าง ขาซ้ายเหยียดออกให้ตรง หายใจออก ยกศีรษะขึ้นให้ชิดเข่า แขนทั้งสองกอดเข่าให้ชิดหน้าอกมากที่สุด ขาซ้ายยังเหยียดตรงที่พื้น หายใจเข้า-ออก ทำสลับข้าง จากนั้นให้หายใจเข้า กอดเข่าทั้งสองข้าง หายใจออก ยกศีรษะขึ้นชิดเข่า กอดเข่าให้แนบอก หายใจเข้า-ออกประมาณ 2-3 ครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;บริหารเอวและสะโพกให้สวยงามได้สัดส่วน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ลอง วัดสัดส่วนรอบเอวกับรอบสะโพกของคุณดู และนำผลการวัดรอบสะโพกไปหารกับรอบเอว หากคุณได้ค่ามากกว่า 0.8 แสดงว่าคุณอวบอ้วนเกินงามแล้ว ทางแก้คือฝึกตามท่าต่อไปนี้เพื่อให้เอวและสะโพกของคุณโค้งเว้าได้สัดส่วน ปราศจากไขมันส่วนเกิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่าสามเหลี่ยม ยืนแยกเท้าให้ห่างกัน โดยให้ตำแหน่งของปลายเท้าตรงกับข้อมือ กางแขนเหยียดตรงในระดับไหล่ ปลายเท้าขวาหันออกไปด้านข้าง(หันปลายเท้าซ้ายออกเมื่อทำอีกข้าง) หันหน้ามองมือขวา สูดลมหายใจเข้า-ออก เหยียดตัวและแขนไปให้มากที่สุด แล้วลดมือขวาลงวางที่พื้นหรือจับที่ข้อเท้าแทนก็ได้ รักษาระดับสะโพกให้อยู่ในแนวเดิม แขนซ้ายเหยียดขึ้นด้านบน ให้ไหล่ซ้ายเอนไปข้างหลังเล็กน้อย ถ้าหากทำถูกต้อง จะรู้สึกตึงที่ด้านข้างซ้ายเพราะสีข้างถูกยืด บิดหน้ามองขึ้นบนตามมือซ้าย ค้างไว้ 10 วินาที หายใจเข้า-ออกปกติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;บริหารต้นขาให้เรียวยาวกระชับ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ผู้หญิง ร้อยทั้งร้อยปรารถนาที่จะเป็นเจ้าของขาเรียวสวย แต่ขาจะเรียวสวยหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ตั้งแต่ลักษณะโครงสร้างของร่างกาย การควบคุมน้ำหนัก แต่ที่สำคัญที่สุดคือการออกกำลังกายให้กล้ามเนื้อดูฟิตและเฟิร์มอยู่เสมอ มาเริ่มบริหารต้นขาด้วยท่าที่คุณสามารถบริหารเองได้ที่บ้านกันดีกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่าเก้าอี้ ยืนแยกขาห่างเท่าความกว้างของช่วงสะโพก นิ้วเท้าชี้ไปข้างหน้า วางมือไว้ที่สะโพก ขณะหายใจออก ค่อยๆ งอเข่าให้มากที่สุด แต่อย่าต่ำเกิน 90 องศา ต้นขาขนานกับพื้น เหยียดแขนไปข้างหน้า ทิ้งน้ำหนักลงที่ส้นเท้า แขม่วพุง หย่อนก้นลง หลังเหยียดตรง ค้างไว้ประมาณ 30 วินาที หายใจออก แล้วดันตัวกลับสู่ท่าเริ่ม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;บริหารความงามจากภายใน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      การ ฝึกสมาธินอกจากจะช่วยให้จิตใจผ่องใส รู้สึกสงบ สมองปลอดโปร่งแล้ว ยังส่งผลให้คุณมีผิวพรรณสดใสไร้ริ้วรอยอีกด้วย การทำสมาธินั้นสามารถทำได้ทุกเวลาทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะเป็นการยืน เดิน นั่ง หรือแม้กระทั่งนอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่าศพอาสนะ นอนหงาย แขนทั้งสองข้างวางไว้ข้างลำตัว ฝ่ามือหงายขึ้น เท้าทั้งสองข้างห่างกันเล็กน้อย หลับตา ให้ร่างกายทุกส่วนผ่อนคลาย ไม่เคลื่อนไหวส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย หายใจเข้า-ออกเป็นจังหวะตามธรรมชาติ เพ่งสมาธิไปที่ลมหายใจ เพียง 2-3 นาทีเท่านั้น ร่างกายและจิตใจของคุณจะผ่อนคลาย สงบ เยือกเย็น และสบาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การ มีมุมมองในแง่บวกต่อร่างกายของคุณก็เป็นสิ่งสำคัญ อย่างน้อยก็เริ่มจากการลดน้ำหนักและหันมาเอาใจใส่ต่อสุขภาพของตัวเอง มีทัศนคติที่ดี อารมณ์ดี และมีสุขภาพดีด้วยการออกกำลังกาย ใช้ชีวิตมีความสุข จิตใจเบิกบาน สิ่งเหล่านี้จะสะท้อนผ่านรอยยิ้มที่จริงใจและแววตาที่สดใส ผิวพรรณเปล่งประกายให้คุณรู้สึกได้ว่ามาจากความงามภายในของตัวคุณเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อมูลจาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เฮลคร์อนเนอร์&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4265893165138912706-210339860255394693?l=xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/feeds/210339860255394693/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2010/02/blog-post_18.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/210339860255394693'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/210339860255394693'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2010/02/blog-post_18.html' title='สวยอ่อนวัย ได้ด้วยโยคะ'/><author><name>ojogabonitoo</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07502645820884715632</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_ZymOpV5Sm3c/S32iruVu7PI/AAAAAAAABQs/viM4RFymcf8/s72-c/%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B8%B0+%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%A2.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4265893165138912706.post-26450927599321010</id><published>2010-02-17T10:47:00.000-08:00</published><updated>2010-03-14T00:27:01.523-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพร่างกาย'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โยคะ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลดหน้าท้อง'/><title type='text'>โยคะพื้นฐาน : ท่าลดหน้าท้อง</title><content type='html'>โยคะกับสุขภาพ การปฏิบัติโยคะอย่างถูกต้องและครบถ้วนสมดุล ผู้ปฏิบัติย่อมได้รับผลดีทั้งในระบบโครงสร้าง ระบบพลังงาน และระบบสั่งการอย่างทั่วถึง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การที่จะปฏิบัติโยคะอย่าง ถูกเทคนิควิธี ผู้ปฏิบัติจะต้องมีจิตใจที่ตื่นตัวและละเอียดอ่อน สังเกตแต่ละขณะแห่งการเคลื่อนไหว การหยุด ต้องมีจิตใจที่มั่นคง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเพียรปฏิบัติโยคะ อย่างสม่ำเสมอแล้ว จิตใจย่อมได้รับการพัฒนาให้มั่นคงตื่นตัว นั่นคือคุณสมบัติของจิตที่มีสมาธิ จิตที่เข้มแข็ง อันหมายถึงการมีสุขภาพดีอย่างแท้จริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่าลดหน้าท้อง ของโยคะมีหลายชุด สัปดาห์นี้มีมาให้ผู้หญิงที่รักสวยรักงามได้ลองฝึกกันอีกหนึ่งท่าค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_ZymOpV5Sm3c/S3w7cij0qNI/AAAAAAAABQk/V7A1NDyIRDE/s1600-h/%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B8%B0.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 400px; height: 300px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_ZymOpV5Sm3c/S3w7cij0qNI/AAAAAAAABQk/V7A1NDyIRDE/s400/%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B8%B0.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5439287811456149714" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;h3&gt;&lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(204, 0, 0);"&gt;ประโยชน์ของโยคะ ท่าลดหน้าท้อง&lt;/span&gt;&lt;/h3&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(204, 0, 0);"&gt;- ช่วยฝึกกำลังและลดไขมันหน้าท้องและเอว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(204, 0, 0);"&gt;- ช่วยให้กล้ามเนื้อหลังแข็งแรง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(204, 0, 0);"&gt;- บริหารต้นขา ลดไขมันต้นขา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(204, 102, 0); font-weight: bold;"&gt;วิธีปฏิบัติ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(204, 102, 0);"&gt;- นอนหงาย มือประสานกันใต้ศีรษะ เท้าชิด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(204, 102, 0);"&gt;- หายใจเข้า หายใจออก ยกลำตัว ยกขาซ้ายขึ้น 45 องศา ขาตรง ไม่งอเข่า เกร็งหน้าท้อง ไม่กลั้นหายใจ ค้างไว้ หายใจเข้า-ออก 5–10 วินาที ลดลง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(204, 102, 0);"&gt;- หายใจเข้า หายใจออก ยกขาขวา ยกลำตัว หายใจเข้า-ออก 5–10 วินาที แล้วลดลง ทำซ้ำอีก 2-3 ครั้ง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(204, 102, 0);"&gt;- หายใจเข้า หายใจออก ยกทั้งสองขาและลำตัว ค้างไว้หายใจเข้าออก 10 วินาที แล้วลดลง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โยคะ นับได้ว่าเป็นวิธีหนึ่งที่เป็นการแก้ไขรูปร่างที่ดี และยังส่งผลให้ร่างกายแข็งแรงอีกด้วย . . . อย่าลืมนำไปปฏิบัติกันนะคะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;&lt;br /&gt;ข้อมูลจาก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไทยรัฐ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4265893165138912706-26450927599321010?l=xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/feeds/26450927599321010/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2010/02/blog-post_17.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/26450927599321010'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/26450927599321010'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2010/02/blog-post_17.html' title='โยคะพื้นฐาน : ท่าลดหน้าท้อง'/><author><name>ojogabonitoo</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07502645820884715632</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_ZymOpV5Sm3c/S3w7cij0qNI/AAAAAAAABQk/V7A1NDyIRDE/s72-c/%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B8%B0.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4265893165138912706.post-6077567245564602948</id><published>2010-02-09T01:08:00.000-08:00</published><updated>2010-03-14T00:26:39.416-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพหญิง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพทางเพศ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพชาย'/><title type='text'>ผลสำรวจค่านิยมและพฤติกรรมทางเพศของคนไทย</title><content type='html'>ผลสำรวจค่า นิยมและพฤติกรรมเพศครั้งแรกพบว่าชายหญิงไทยอายุ 40-80 ปี ยังคงมีกิจกรรมทางเพศปกติและแพทย์ไทยเอาใจใส่สุขภาพทางเพศของผู้ป่วยมากที่ สุดในโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผล สำรวจวิจัยระดับโลกของไฟเซอร์เรื่องค่านิยมและพฤติกรรมทางเพศของหญิงชายวัย 40-80 ปี จำนวน 26,000 คน ใน 28 ประเทศทั่วโลก รวมถึงจำนวนคนไทย 500 คน พบว่า ชายร้อยละ 80 และหญิง ร้อยละ 60 เห็นว่า เพศสัมพันธ์เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของชีวิต ในทวีปเอเชีย ชาวเกาหลี ร้อยละ 90 รับว่า เพศสัมพันธ์เป็นสิ่งสำคัญมากที่สุดถึงปานกลางสำหรับการดำรงชีวิตในขณะนี้ ชายหญิงไทยเห็นว่ามีความสำคัญ ร้อยละ 52 แต่ชาวฮ่องกงเห็นความสำคัญเพียงร้อยละ 38 น้อยที่สุดในเอเชีย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผล สำรวจวิจัยทั่วโลกดังกล่าวพบว่า ชายร้อยละ 57 และหญิงร้อยละ 51 ซึ่งมีเพศสัมพันธ์ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ยังคงมีกิจกรรมเพศสัมพันธ์ตามปกติ อย่างน้อยเฉลี่ย 1-6 ครั้ง ต่อสัปดาห์ ร้อยละ 70 ของผู้ตอบแบบสอบถามชาวอิตาลี บอกว่า มีเพศสัมพันธ์เฉลี่ย 1-6 ครั้ง ต่อสัปดาห์ เช่นเดียวกับคนไทยร้อยละ 45 และชาวญี่ปุ่นร้อยละ 21&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชาว เบลเยี่ยมและสเปน รับว่ามีเพศสัมพันธ์อย่างน้อยวันละครั้ง เมื่อเทียบกับผลสำรวจจากประเทศอื่นๆ สำหรับชายหญิงไทยนั้น แม้จะมีความเห็นเป็นอันดับสูงสุดถึงร้อยละ 41 ต่อคำกล่าวที่ว่า "คนสูงอายุไม่ต้องการมีเพศสัมพันธ์อีกแล้ว" แต่จำนวนร้อยละ 87 ของผู้ตอบแบบสอบถามยอมรับว่า มีความพึงพอใจต่อสัมพันธภาพทางกายและทางใจกับคู่ของตน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พญ.โร ซี่ คิง นักบำบัดปัญหาทางเพศชื่อดังจากออสเตรเลีย และเป็นหนึ่งในคณะที่ปรึกษาของการศึกษาวิจัยระดับโลกของไฟเซอร์ฯครั้งนี้ กล่าวว่า "เราคงปฏิเสธไม่ได้อีกแล้วว่า ปัญหาสุขภาพทางเพศมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของผู้คน เรื่องเพศก็มีความสำคัญเท่ากับการออกกำลังกาย และการมีโภชนาการที่ดี" พญ.โรซี่ คิง ได้มาเยือนไทยครั้งนี้ เพื่อเป็นวิทยากรในการสัมมนาต่อเนื่องของไฟเซอร์ เรื่อง "การช่วยเหลือคนไข้เกี่ยวกับปัญหาทางเพศ " สำหรับแพทย์ไทยที่เคยเข้าร่วมรายการอบรมเมื่อปีที่แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเด็น ที่น่าสนใจอีกก็คือ ชายไทยร้อยละ 64 เชื่อว่าเพศชาย จะมีความสนใจทางเพศลดลงเมื่อมีอายุประมาณ 62 ปีขึ้นไป และชายไทยร้อยละ 85 เข้าใจว่า อายุเป็นเหตุให้ผู้หญิงสนใจเรื่องเพศน้อยลง และมักอยู่ในวัย 51 ปีขึ้นไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึง แม้ว่า ผลสำรวจเรื่องระบาดวิทยาของอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศในประเทศไทยซึ่งดำเนิน โดย EDACTT สถาบันนิด้า และไฟเซอร์ฯ พบว่า ผู้ป่วย 2 ใน 5 ราย จะไม่ปรึกษาใครเรื่องอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ แต่ผลสำรวจวิจัยครั้งล่าสุดนี้ พบว่าแพทย์ไทยเอาใจใส่ดูแลผู้ป่วยในเรื่องละเอียดอ่อนดีมาก โดยมีการถามปัญหาทางเพศกับผู้ป่วยมากที่สุดในโลก ผู้ตอบแบบสอบถามชายหญิงไทย ร้อยละ 25 บอกว่า แพทย์ไทยได้ถามเรื่องปัญหาสุขภาพทางเพศในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่เฉลี่ยร้อยละ 9 ของผู้ป่วยในประเทศอื่นๆ ได้รับการซักถามโดยแพทย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รศ.นพ. อภิชาติ กงกะนันทน์ ศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และเป็นประธานกลุ่มแพทย์ศึกษาและอบรมเรื่องอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ กล่าวว่า "การศึกษาค้นพบว่าชายไทยป่วยเป็นโรคอีดีจำนวนสูงเป็นการเริ่มต้นที่สำคัญ ดังนั้นความจริงที่พบว่า ชายไทยในชนบท 4 ใน 10 คน ช่วงอายุ 40-70 ปี เป็นอีดี จึงเป็นประเด็นสำคัญทำให้แพทย์ตระหนักว่า มีชายไทยป่วยเป็นโรคร้ายแรงที่สัมพันธ์กับอีดี เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ผู้ป่วยเหล่านี้ไม่เข้าใจและสนใจที่จะหาวิธีรักษา หลายคนที่ป่วยเป็นอีดี ยังคงทรมานอยู่เงียบๆคนเดียว ทั้งๆที่โรคนี้ได้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของตนเองและของคู่ของเขา จึงเป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่ไม่มารับการรักษา ทั้งๆที่อาการนี้และโรคร้ายที่เกี่ยวข้องต่างๆ ดังกล่าวสามารถรักษาได้ โดยเฉพาะถ้ารักษาแต่เนิ่นๆ"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จาก ปัญหาเรื่องขาดความเข้าใจที่ถูกต้องเรื่องโรค และการรักษาทำให้กลุ่มแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา ได้ร่วมมือกับบริษัท ไฟเซอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ในการก่อตั้งศูนย์ข้อมูลสุขภาพเพศชาย โดยมีกลุ่มแพทย์ EDACTT เป็นที่ปรึกษาในการรณรงค์ให้ความรู้แก่ประชาชนเรื่องโรคในเพศชาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ศูนย์ ข้อมูลสุขภาพเพศชายได้ร่วมมือกับหน่วยงานรัฐและเอกชน ในการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อต่างๆ เช่น การจัดสัมมนา การจัดรายการสนทนาทางโทรทัศน์ การผลิตภาพยนตร์โทรทัศน์รณรงค์และชักชวนให้ผู้ป่วยไปพบแพทย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ศ.นพ.อภิ ชาติ วิชญาณรัตน์ ประธานศูนย์ข้อมูลสุขภาพเพศชาย กล่าวว่า "ขณะนี้ศูนย์ข้อมูลมีสมาชิกทั่วประเทศประมาณ 31,000 คน จุดประสงค์หลักของการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลนี้เพื่อเผยแพร่โรคในเพศชาย ซึ่งมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตคู่และครอบครัวให้แก่ประชาชนทั่วไป"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มร.อมา ล นาจ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าาวว่า "นโยบายของบริษัทในการสนับสนุนศูนย์ข้อมูลสุขภาพเพศชาย ก็คือ การมีส่วนร่วมกับชุมชนและสังคมที่เราได้ดำเนินธุรกิจอยู่ โดยการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพที่ถูกต้องทันเหตุการณ์แก่ประชาชน"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"สำหรับ ผลสำรวจวิจัยระดับโลกของไฟเซอร์ฯ เรื่องค่านิยมและพฤติกรรมทางเพศครั้งนี้ นับเป็นการศึกษาวิจัยครั้งแรกที่ดำเนินขึ้นพร้อมๆกันทั่วโลก เมื่อสำรวจวิจัยพฤติกรรม ค่านิยม ความเชื่อ และความพึงพอใจของความสัมพันธ์ระหว่างในชายหญิงทั่วโลกวัย 40-80 ปี จำนวน 26,000 คน เราเชื่อมั่นว่า ผลที่ได้ครั้งนี้ จะนำไปใช้ในการพัฒนาสื่อที่ให้ความรู้ต่างๆ แก่ผู้ป่วยและแพทย์ และนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการเริ่มต้นพูดคุยเรื่องสุขภาพทางเพศทั้งใน ประเทศไทยและทั่วโลก" มร. นาจ สรุป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://menhealth.pfizer.co.th/article001.php?id=77&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4265893165138912706-6077567245564602948?l=xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/feeds/6077567245564602948/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2010/02/blog-post_3870.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/6077567245564602948'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/6077567245564602948'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2010/02/blog-post_3870.html' title='ผลสำรวจค่านิยมและพฤติกรรมทางเพศของคนไทย'/><author><name>ojogabonitoo</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07502645820884715632</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4265893165138912706.post-552063579676841235</id><published>2010-02-09T01:07:00.000-08:00</published><updated>2010-03-14T00:25:46.963-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพทางเพศ'/><title type='text'>การใช้ยารักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศกับโรคขั้วประสาทตาขาดเลือด</title><content type='html'>ศ.พญ. สกาวรัตน์ คุณาวิศรุต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เร็วๆ นี้ หลายๆ ท่านอาจได้ติดตามวารสารทางการแพทย์ ตลอดจนรายงานขององค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา ถึงภาวะตาบอดที่คิดว่าอาจเกิดจากการใช้ยารักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ โดยพบลักษณะอาการแสดงแบบเดียวกับโรคขั้วประสาทขาดเลือดมาเลี้ยง (non-arteritic anteria ischemic optic neuropathy)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลายๆ ท่านคงยังไม่รู้จักโรคขั้วประสาทตาขาดเลือด เพราะเป็นโรคที่พบไม่บ่อยนัก โรคขั้วประสาทตาส่วนหน้าขาดเลือดมาเลี้ยงมีลักษณะอย่างไร ก่อนอื่นต้องทราบก่อนว่าขั้วประสาทตานั้นอยู่ที่ไหน สำคัญอย่างไร ขั้วประสาทตาอยู่หลังสุดของลูกตา เป็นส่วนที่นำความรู้สึกการมองเห็นจากเซลล์รับรู้การเห็น ( rod &amp;amp; cone ) ในจอตาต่อโยงกับใยประสาทตา ( nerve fibre ) มารวมกันที่ขั้วประสาทตา จากเส้นใยประสาทตามากมายทั่วจอตาแล้วมารวมกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวที่ขั้ว ประสาทตา กลายมาเป็นเส้นประสาทตาต่อกับสมอง ดวงตาจึงมีทางต่อกับสมองที่ขั้วประสาทตานี่เอง หากนึกภาพไม่ออกถึงการรวมกันของใยประสาทมาเป็นขั้วประสาทตา อาจเปรียบเทียบว่ามีลักษณะเหมือนผมของหญิงสาวเต็มศีรษะ แล้วมารวบมัดไว้ที่ท้ายทอย เส้นผมเปรียบเสมือนเส้นใยประสาทตาจากทั่วศีรษะต้องมาถูกมัดไว้ที่ท้ายทอย เหลือเป็นกระจุกเล็กๆ ที่ขั้วประสาทตานี้เอง ขั้วประสาทตาก็เช่นเดียวกับอวัยวะอื่นต้องมีเลือดมาหล่อเลี้ยง เป็นหลอดเลือดเส้นเล็กๆ เนื่องจากขั้วประสาทตาคนเรามีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเพียง 1.5 ม.ม. หากหลอดเลือดนี้ผิดปกติ มีการอุดตัน ก็จะทำให้ใยประสาทที่อัดกันแน่นที่ขั้วประสาทตาค่อยๆ ตายไปทีละน้อย ทำให้ตามืดลง มีผู้เปรียบเทียบโรคนี้คล้ายกับภาวะสมองขาดเลือด ( stroke ) ถ้าเนื้อสมองขาดเลือดเพียงเล็กน้อยก่อให้เกิดอัมพฤกษ์ ถ้าขาดเลือดมากบางส่วนก็เป็นอัมพาตส่วนนั้น ถ้าขั้วประสาทตาขาดเลือดไปบ้างจากหลอดเลือดที่มาเลี้ยงตีบ จะเกิดการตายของใยประสาทบางส่วน ทำให้ตาพร่ามัว แต่ถ้าหลอดเลือดอุดตันขาดเลือดโดยสิ้นเชิง ตาก็จะบอด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อุบัติการณ์ของโรคนี้ ในต่างประเทศมีรายงานว่าพบโรคนี้ได้ประมาณ 2-10 คน ใน 100,000 คน ที่อายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป ไม่ค่อยพบโรคนี้ในอายุต่ำกว่า 50 ปี บ้านเรายังไม่เคยมีใครรายงานอุบัติการณ์ของโรคนี้ คงจะพบได้น้อยเช่นกัน และคงไม่มีความสำคัญเท่ากับโรคต้อกระจก ต้อหิน ต้อเนื้อ ที่พบมากในบ้านเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาการที่สำคัญของโรคนี้ คือ สายตามัวลงอย่างฉับพลัน โดยไม่มีอาการปวดเจ็บหรือตาแดง มักจะพบว่าตามัวทันทีในตอนตื่นนอนเช้า เชื่อกันว่าขณะคนเราหลับ ความดันโลหิตจะลดต่ำลง ทำให้เลือดไปเลี้ยงขั้วประสาทตาบกพร่อง ครั้นพอตื่นขึ้นจึงพบว่า ตาข้างหนึ่งมัวลง ในบางรายที่ช่างสังเกตจะพบว่า ลานสายตาด้านล่างหายไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัจจัยเสี่ยงเนื่องจากเป็นโรคเกิดจากการขาดเลือดมาเลี้ยงมักพบในผู้ที่มี ปัญหาหลอดเลือดผิดปกติ ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ไตวายเรื้อรัง โรคไมเกรน โรคหัวใจขาดเลือด การสูบบุหรี่ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคนี้ที่สำคัญ ปัจจัยที่สำคัญที่เกี่ยวกับลักษณะของตาอันหนึ่งก็คือ ขนาดขั้วประสาทตาที่เล็กกว่าคนทั่วไป เข้าใจว่าขั้วประสาทที่เล็กมากทำให้เส้นใยประสาทต้องอัดกันแน่น ทำให้หลอดเลือดตีบตันได้ง่าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม หากจะถามว่าแล้วโรคขั้วประสาทตาขาดเลือดจนทำให้เกิดอาการตาบอดนี้เกิดจากการ รับประทานยาอีดีหรือไม่ ก็คงจะต้องบอกว่าขณะนี้ในทางการแพทย์ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีความเกี่ยว ข้องกัน หากแต่จากการที่มีปัจจัยเสี่ยงร่วมกันของผู้ป่วยโรคอีดีและผู้ป่วยที่เกิด ภาวะขั้วประสาทตาขาดเลือด (เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน และสูงอายุ เป็นต้น) ทำให้ไม่น่าแปลกใจ ที่มีรายงานการเกิดภาวะนี้ในผู้ป่วยที่ใช้ยาอีดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://menhealth.pfizer.co.th/article001.php?id=84&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4265893165138912706-552063579676841235?l=xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/feeds/552063579676841235/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2010/02/blog-post_09.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/552063579676841235'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/552063579676841235'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2010/02/blog-post_09.html' title='การใช้ยารักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศกับโรคขั้วประสาทตาขาดเลือด'/><author><name>ojogabonitoo</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07502645820884715632</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4265893165138912706.post-1311066990610949907</id><published>2010-02-09T01:05:00.000-08:00</published><updated>2010-03-14T00:25:19.444-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพร่างกาย'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ไข้หวัด'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='H1N1'/><title type='text'>ระวัง!เริ่มไข้หวัดใหญ่2009ระบาดรอบ2 อาการปอดบวมจะเพิ่มมากขึ้น</title><content type='html'>นพ.มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ว่า จากการเฝ้าระวังผู้ป่วยโรคไข้หวัดและโรคปอดบวมที่เข้ารักษาในโรงพยาบาล พบเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 เพิ่มขึ้นทั้ง 2 กลุ่ม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดย ในส่วนผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่พบ 10% ขณะที่ผู้ป่วยโรคปอดบวมพบ 15% จากเดิมที่พบอัตราการติดเชื้อทั้ง 2 กลุ่มในช่วงที่มีการแพร่ระบาดไม่มากเพียงแค่ 4-5% เท่านั้น แสดงให้เห็นว่าขณะนี้เริ่มเข้าสู่การแพร่ระบาดระลอก 2 แล้ว โดยเฉพาะในส่วนภาคเหนือที่พบผู้ป่วยจำนวนมาก เช่นเดียวกับการรายงานจำนวนผู้เสียชีวิตที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีรายงานผู้เสียชีวิต 4 ราย และในรอบสัปดาห์นี้มีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีก 2 ราย ๆ แรกเป็นหญิงอายุ 37 ปี อยู่ จ.เชียงใหม่ และรายที่ 2 เป็นชายอายุ 82 ปี จ.พระนครศรีอยุธยา รวมขณะนี้ไทยมีผู้เสียชีวิตแล้ว 198 ราย&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;นพ.มานิต กล่าวต่อว่า สำหรับความคืบหน้าในการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ระหว่างวันที่ 11-15 ม.ค.ที่ผ่านมา มีรายงานเข้ามา 56 จังหวัด มีจำนวนผู้รับวัคซีนทั้งสิ้น 15,011 ราย ประกอบด้วย บุคลากรทางการแพทย์ 11,189 ราย หญิงตั้งครรภ์ 1,971 ราย คนอ้วน 107 ราย ผู้พิการ 84 ราย ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 1,705 ราย ทั้งนี้ มีรายงานการเกิดอาการข้างเคียงเพียง 8 ราย โดยอาการไม่รุนแรง 7 ราย เช่น ไข้ต่ำ ๆ วิงเวียน ทุกรายหายเป็นปกติแล้ว มีเพียง 1 รายที่ มีอาการปากด้านซ้ายเบี้ยว จากความผิดปกติของเส้นประสาทสมองเส้นที่ 7 ซึ่งพบได้ทั่วไปอยู่แล้วประมาณ 2 ใน 10,000 คน ขณะนี้ได้รับการดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา คาดว่าอาการจะดีขึ้นใน 1-2 เดือน เบื้องต้นคาดว่าไม่น่าจะเกี่ยวกับวัคซีน.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4265893165138912706-1311066990610949907?l=xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/feeds/1311066990610949907/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2010/02/20092.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/1311066990610949907'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/1311066990610949907'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2010/02/20092.html' title='ระวัง!เริ่มไข้หวัดใหญ่2009ระบาดรอบ2 อาการปอดบวมจะเพิ่มมากขึ้น'/><author><name>ojogabonitoo</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07502645820884715632</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4265893165138912706.post-1962372415243948718</id><published>2010-02-09T01:02:00.000-08:00</published><updated>2010-03-14T00:24:31.212-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สิว'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพผิว'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพผิวหน้า'/><title type='text'>สิว เรื่องพบบ่อยของวัยรุ่น</title><content type='html'>มักเป็นในวัยรุ่น วัยรุ่นชายมีปัญหาเรื่องสิวมากกว่าวัยรุ่นหญิง ในขณะที่วัยรุ่นหญิงในช่วงมีประจำเดือนจะพบว่าเกิดสิวได้ง่าย บทความจากคณะพยาบาลศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"สิวหัวขาว" เป็นเม็ดนูนเล็กๆ ไม่มีรูเปิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"สิวหัวดำ" มีรูเปิดที่ผิวหนังมองเห็นเป็นจุดดำอยู่ตรงกลาง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"สิวหัวช้าง" เกิดเป็นตุ่มนูนเล็กๆ แดงๆ อาจเห็นเป็นตุ่มหนอง หรือตุ่มนูน แข็งเม็ดโต หรือตุ่มแดงอักเสบแบบถุงซีสต์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิวที่สร้างความวิตกกังวลมากที่สุดคือ สิวบริเวณใบหน้า แต่ในบางรายอาจพบมากที่บริเวณลำคอ แผ่นหลัง หน้าอก และลำตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สาเหตุ : พันธุกรรม&lt;br /&gt;ปัจจัยภายในร่างกาย&lt;br /&gt;ความผิดปกติของเซลล์ในชั้นหนังกำพร้า&lt;br /&gt;ปริมาณสารไขมันที่สร้างมาจากต่อมไขมัน&lt;br /&gt;เชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อเรียกว่า Propionibacterium acnes&lt;br /&gt;ความรุนแรงของปฎิกิริยาอักเสบที่เกิดขึ้น&lt;br /&gt;ความเครียด : นอนดึก ท้องผูก กังวล&lt;br /&gt;สิ่งแวดล้อม : แสงแดด อากาศร้อนชื้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การดูแลสุขวิทยาส่วนบุคคล :&lt;br /&gt;เครื่องสำอาง สบู่ โฟมล้างหน้า ผลิตภัณฑ์ตกแต่งทรงผม&lt;br /&gt;สารพิษ&lt;br /&gt;การเสียดสี&lt;br /&gt;การดูแลและวิธีแก้ไข&lt;br /&gt;ลดอาหารประเภทไขมัน รับประทานเต้าหู้วันละ 1 ขีด นมถั่วเหลืองวันละ1-2 แก้ว&lt;br /&gt;ไม่แคะ แกะ เกา หรือบีบสิว&lt;br /&gt;ล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง&lt;br /&gt;ใช้ยาตามแพทย์สั่ง เช่น ครีมแต้มสิว ยาต้านฮอร์โมน&lt;br /&gt;ขับถ่ายเป็นเวลา หากท้องผูกร่างกายจะหมักหมมของเสียที่ก่อการอักเสบในที่ต่างๆ ได้&lt;br /&gt;พักผ่อนให้เพียงพอ ทำใจให้สบาย ผ่อนคลาย&lt;br /&gt;เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าให้เหมาะสมกับสภาพผิว&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4265893165138912706-1962372415243948718?l=xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/feeds/1962372415243948718/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2010/02/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/1962372415243948718'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/1962372415243948718'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2010/02/blog-post.html' title='สิว เรื่องพบบ่อยของวัยรุ่น'/><author><name>ojogabonitoo</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07502645820884715632</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4265893165138912706.post-4815686713518529978</id><published>2009-12-25T00:35:00.000-08:00</published><updated>2010-02-16T12:57:33.149-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ความรัก'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คู่รัก'/><title type='text'>ความรักกับเงินตรา กฏใหม่ที่คู่รักต้องรู้</title><content type='html'>เราสอบถามหนุ่มสาวกว่า 1,000 คน ว่าเศรษฐกิจที่ตกต่ำนี้มีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของเขาอย่างไรบ้าง และคำตอบที่ได้ก็ชวนอึ้งไม่น้อย เราจึงรวบรวมคำแนะนำด้านความสัมพันธ์สุดอินเทรนด์มาให้ ความรักของคุณจะได้เข้มแข็ง ไม่ว่าพิษเศรษฐกิจรุมเร้าขนาดไหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดย Mina Azodi, Benini&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เดี๋ยวนี้หลายคนต้องรัดเข็มขัดแทบขาด ในขณะที่สถานที่ออกเดทสุดฮิปก็ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ถ้าคุณต่างคนต่างถังแตกด้วยกันทั้งคู่ แล้วคุณจะตัดสินใจยังไงว่าใครจะเป็นคนออกค่าใช้จ่ายนู่นนั้นต่างๆ คุณจะทำยังไงถ้าคุณได้เลื่อนขั้นแต่หนุ่มที่คุณกำลังเดทด้วยกลับถูกเลย์ออฟ แล้วคุณจะเลวไปไหมถ้าพบว่าตัวเองกำลังตกหลุมรักหนุ่มกระเป๋าหนักอย่างง่าย ดาย วิธีที่คุณใช้จัดการกับประเด็นอ่อนไหวเหล่านี้อาจสร้างหรือทำลายความ สัมพันธ์ได้เลย ไม่ว่าคุณจะคบกันได้ 60 นาที 6 เดือน หรือแม้แต่เป็นปีแล้วก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นั่นคือสาเหตุที่ว่าทำไม เราถึงอยากรู้ความจริงที่เกี่ยวกับทัศนคติของหนุ่มสาวสมัยนี้เกี่ยวกับเงิน และการออกเดท เราทำสำรวจหนุ่มสาวกว่า 1,000 คน ที่มีอายุระหว่าง 18-34 ปี เกี่ยวกับการเดทในทุกๆ เรื่อง ตั้งแต่เดทแต่ละครั้งควรมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ ไปจนถึงคู่รักควรย้ายเข้าไปอยู่ด้วยกันเพื่อเซฟค่าเช่าบ้านหรือเปล่า จากนั้นก็นำสถิติที่ได้ไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์และการเงินชั้น นำ คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญจะช่วยให้คุณัรกษาความสัมพันธ์ให้ราบรื่น แม้คุณคนใดคนหนึ่งจะต้องเจออุปสรรคเรื่องเงินๆ ทองๆก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่ารู้สึกแย่ ถ้าคุณหลงรักหนุ่มกระเป๋าหนัก&lt;br /&gt;สถิติ ไม่โกหก ผู้หญิงยังคงนิยมผู้ชายมีเงิน โดยพวกคุณ 59 เปอร์เซนต์ บอกว่า ถ้ายังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะไปเดทกับผู้ชายคนหนึ่งดีหรือเปล่า คุณจะอยากไปเดทกับเขามากขึ้นถ้าเขาหาเงินได้มหาศาล และ 35 เปอร์เซ็นต์ ของคุณยังยอมรับอีกด้วยว่าหนุ่มคนนั้นจะยิ่งดูน่าดึงดูดมากขึ้นถ้าเขามีของ แพงๆ ใช้ แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเราเป็น นักขุดทองหรอกนะ ศ.ดร.เฮเลน ฟิชเชอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านมนุษย์วิทยาที่มหาวิทยาลัยรูทเจอร์ ผู้เขียนเรื่อง Why We Love บอกว่า เป็นเพราะปัจจัยทางชีววิทยา (ไม่ใช่ความโลภ) ผลักดันเรา "เหมือนสัตว์เพศเมียส่วนใหญ่ ผู้หญิงถูกสร้างมาให้ต้องการผู้ชายที่สามารถเลี้ยงดูลูกหลานของเราได้" เธอบอก "คุณอาจไม่อยากมีลูกเลยด้วยซ้ำก็ได้ แต่จิตใต้สำนึกแล้ว มันยังเป็นคุณสมบัติที่ดึงดูดคุณได้อยู่" เพราะฉะนั้นเวลาที่คุณกำลังสำรวจเสื้อผ้าดีไซเนอร์ที่เขาใส่อย่างที่สาวๆ 74 เปอร์เซ็นต์ทำกัน จริงๆ แล้วคุณแค่กำลังประเมินทรัพยากรของเขาโดยสัญชาตญาณเท่านั้นเอง "มันเป็นแบบแผนทางชีววิทยาที่สืบทอดกันมาหลายล้านปีแล้ว" ฟิชเชอาร์บอก และมันก็ไม่เห็นผิดตรงไหนที่จะไล่ตามผู้ชายดีๆ สักคนซึ่งบังเอิญเป็นคนที่ประสบความสำเร็จด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หัอออกเดทอย่างประหยัดซะบ้าง&lt;br /&gt;เดี๋ยวนี้เดทยามค่ำคืน สุดหรูมีไว้เพื่อโอกาสพิเศษโดยเฉพาะแล้วเพราะหนุ่มสาวคิดว่าเดทครั้งหนึ่ง ไม่ควรใช้เงินเกิน 500-1000 บาท แถมหนึ่งในสามของสาวๆยังคิดว่า การเดทควรใช้เงินน้อยกว่านั้นด้วย เราเลยรวบรวมกิจกรรมสุดสนุกแต่ไม่ผลาญเงินในกระเป๋ามาให้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;งบไม่เกิน 150 บาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดูหนังวันพุธ ถ้าคุณเป็นคอหนังเหมือนกัน เดี๋ยวนี้โรงหนังชั้นนำมีโปรโมชั่นดูหนังวันพุธราคาเพียง 40-60 บาท ต่อที่นั่ง ทุกเรื่อง ทุกรอบ (เฉพาะที่นั่งปกติ และยกเว้นหนังเข้าใหม่) อยากดูหนังเรื่องไหนอดใจรอหนึ่งสัปดาห์แล้วจับมือกันไปดูวันพุธโลด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;งบไม่เกิน 500 บาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- เดินในสวนสัตว์ ค่าบัตรผ่านประตูของสวนสัตว์ดุสิตสำหรับผู้ใหญ่ ราคาคนละ 50 บาท เท่านั้น เดินชมสัตว์ต่างๆ ได้ทั้งวัน จะชมการแสดงความสามารถของสัตว์ จ่ายเพิ่มเพียงคนละ 20 บาท อยากปั่นจักรยานน้ำด้วยก็จ่ายแค่ 40 บาท ต่อครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ค่าบัตรผ่านประตูของสวนสัตว์เชียงใหม่ราคา 50 บาท เท่านั้น ถ้าอยากชมความน่ารักของอาหมวยหลินปิงต้องเพิ่มอีกคนละ 50 บาท (แต่ถ้าจะเข้าชมศูนย์แสดงพันธ์สัตว์น้ำด้วยต้องเสียงเพิ่มอีกคนละ 250 บาท) แต่ถ้าขับรถไปค่าจอดรถ 50 บาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- ดูละครเวทีมหาวิทยาลัย ถ้าคุณหลงใหลในศิลปะการแสดงละครเวทีแต่งบไม่ถึง (โดยมากตั๋วถูกสุดจะอยู่ที่ 80 บาท) ลองติดตามข่าวการแสดงละครเวทีของนิสิตนักศึกษามหาวิทยลัยตามคณะต่างๆ ดู ราคาตั๋วจะไม่สูงมาก (ประมาณ 180-250 บาท) แต่คุณภาพคับแก้วไม่แพ้มืออาชีพทั้งการแสดงและโปรดักชั่น มักมีการแสดงศิลปะและดนตรีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งโดยมากมักจะเสียค่าใช้จ่ายในการเข้าชม ลองชวนเขาไปเสพงานศิลป์บ้างก็ดีนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;งบไม่เกิน 800 บาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หวีดสุดขีดที่สวนสนุก เขาว่ากันว่า อดรีนาลินที่พลุ่งพล่านเป็นยาปลุกพลังชั้นดี เพราะฉะนั้นชวนหนุ่มของคุณไปหวีดดังๆ ที่สวนสนุกกันเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฟรี&lt;br /&gt;- ชมฟรีคอนเสิร์ต เดี๋ยวนี้หลายคลื่นสถานีวิทยุมักจัดกิจกรรมออกร้านต่างๆ พร้อมจัดแสดงคอนเสิร์ตจากศิลปินในสังกัด ลองติดตามข่าวในคลื่นวิทยุที่คุณชื่นชอบ แล้วไปเที่ยวงานกันดู รับรองว่างานนี้สนุกจังตังค์อยู่ครบ (ถ้าคุณอดใจไม่ช้อปปิ้งของที่ขายในงานได้นะ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- นิทรรศการงานศิลปะและดนตรี หอศิลป์ต่างๆ มักมีการแสดงศิลปะและดนตรีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งโดยมากจะเข้าชมฟรี ชวนเขาไปเสพงานศิลป์บ้าง นานๆ ครั้ง ก็สร้างความแปลกใหม่ให้ชีวิตรักดีนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- ปิกนิกกันที่สวนลุม เข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว อะไรจะโรแมนติกเท่าการทำอาหารไปนั่งปิกนิกกันในสวนสาธารณะได้ล่ะ อากาศดีๆ วิวดีๆ อาหารอร่อย กับคนรู้ใจ เอาอะไรมาแล้วก็ไม่ยอม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา : COSMOPOLITAN&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4265893165138912706-4815686713518529978?l=xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/feeds/4815686713518529978/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2009/12/blog-post_3930.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/4815686713518529978'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/4815686713518529978'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2009/12/blog-post_3930.html' title='ความรักกับเงินตรา กฏใหม่ที่คู่รักต้องรู้'/><author><name>ojogabonitoo</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07502645820884715632</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4265893165138912706.post-5767708756771796735</id><published>2009-12-25T00:34:00.000-08:00</published><updated>2010-03-14T00:24:02.502-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพเด็ก'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพหญิง'/><title type='text'>ปัญหาการมีบุตรยาก</title><content type='html'>ประเด็นสำคัญในการตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน ก็เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนมีบุตร ซึ่งไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายต่างก็มีโอกาสป่วยด้วยโรคบางชนิดที่ส่งผลต่อการ มีบุตรยาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เริ่มจากฝ่ายหญิง หากมีอาการป่วยด้วยโรคที่ไม่เกี่ยวกับอวัยวะสืบพันธุ์ อาทิ หอบหืด หัวใจ ปอด ชนิดรุนแรง ก็ไม่เหมาะที่จะตั้งครรภ์ เนื่องจากอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ส่วนกรณีที่ป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับอวัยวะสืบพันธุ์นั้น จะส่งผลกระทบต่อการมีบุตร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายแพทย์พูลศักดิ์ ไวความดี สูติ-นรีแพทย์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ระบุถึงความผิดปกติที่มักจะเกิดกับอวัยวะสืบพันธุ์ของเพศหญิงว่า ส่วนใหญ่เกิดขึ้นที่ ‘รังไข่' โรคที่พบบ่อย ๆ คือ ‘ช็อกโกแลตซีส' หรือ เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิดที่ มีลักษณะเป็นถุงน้ำมีเลือดอยู่ด้านใน เป็นแล้วจะมีอาการปวดท้องในช่วงที่มีประจำเดือน แต่ถ้าลุกลามมากจะปวดท้องรุนแรงทั้งในช่วงที่มีหรือไม่มีประจำเดือน รวมทั้งขณะมีเพศสัมพันธุ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเกิดช็อกโกแลตซีสนั้นมักจะเกิดขึ้นกับผู้หญิงวัย 30 ปีขึ้นไปซึ่งยังไม่เคยตั้งครรภ์ แต่ในปัจจุบันพบว่า ผู้หญิงมีอาการป่วยเพราะมีช็อกโกแลตซีสด้วยอายุที่น้อยลงเรื่อย ๆ เนื่องจากการใช้ชีวิตที่เร่งเรีบไม่ใส่ใจสุขภาพ และความเครียดจากการทำงาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับการรักษามีทั้งการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้องที่ต้องพักฟื้นยาว กับแบบผ่าตัดส่องกล้องที่เกิดแผลเพียง 1 เซนติเมตร ความเจ็บปวดน้อยฟื้นตัวได้เร็ว หรือถ้าไม่ผ่าตัด ก็จะมีการรักษาโดยฮอร์โมน ไม่ว่าจะเป็นการฉีดฮอร์โมนเข้ากล้ามเนื้อหรือรับประทานฮอร์โมนเพื่อลดระดับ ฮอร์โมนเพศหญิง ส่งผลให้ช็อกโกแลตซีสฝ่อตัวลงไป โดยแนวทางการรักษาขึ้นอยู่กับลักษณะของช็อกโกแลตซีสด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากปัญหาที่รังไข่แล้ว ยังมีที่ ‘ท่อนำไข่' ในส่วนนี้จะพบว่าปีกมดลูกอักเสบแล้วเกิดเป็นพังผืดหรือแผลเป็น ซึ่งถ้าอาการดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจะส่งให้ท่อนำไข่อุดตัน ไข่และสเปิร์มจึงไม่สามารถผสมกันได้ รวมทั้งปัญหาเนื้องอกที่ ‘มดลูก' ในผู้หญิงที่แต่งงานและมีบุตรช้ากว่าวัย 30 ปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนปัญหาของฝ่ายชาย ถ้าแต่งงานหลังจากช่วงอายุ 40-45 ปี ประสิทธิภาพของการสืบพันธุ์จะลดลง อสุจิหรือสเปิร์มเสื่อมคุณภาพ ซึ่งไม่มียาชนิดใดที่จะทำให้อสุจิแข็งแรงได้ ดังนั้นหากต้องการมีทายาท แพทย์จะให้ผู้ชายเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค คือ งดดื่มแอลกอฮอร์ เลิกสูบบุหรี่ และหยุดการสำส่อน แต่ถ้ายังไม่สามารถมีบุตรได้ อาจต้องเลือก ‘การผสมเทียม' ที่มีทั้งการผสมเทียมในร่างกาย คือการฉีดเชื้ออสุจิเข้าไปในมดลูกให้เกิดการปฏิสนธิภายในร่างกาย หรือการผสมเทียมนอกร่างกาย บางครั้งเรียก เด็กหลอดแก้ว เพราะเป็นการนำไข่ของฝ่ายหญิงออกมาผสมกับเชื้ออสุจิในหลอดแก้วแล้วเลี้ยงไว้ ราว 3-4 วัน จึงฉีดกลับไปให้เจริญเติบโตต่อในร่างกาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยังมีกรณีของการเป็น ‘หมัน' ที่เป็นอุปสรรคในการสร้างโซ่ทองคล้องใจ หากฝ่ายชายเป็น ‘หมันจริง' ก็แก้ไขอะไรไม่ได้ เนื่องจากลูกอัณฑะไม่มีการผลิตอสุจิ ถือเป็นความผิดปกติของโครโมโซมที่อาจเกิดขึ้นตั้งแต่กำเนิด แต่ถ้าเป็นเพียง ‘หมันไม่จริง' อย่าง นี้มีทางแก้ไข เพราะลูกอัณฑะยังมีการผลิตอสุจิ แต่ท่อน้ำเชื้ออาจเกิดการอุดตัน อย่างไรก็ตาม ชายที่เป็นหมันก็ยังมีอารมณ์ทางเพศ แต่จะสามารถมีบุตรได้หรือไม่นั้น ก็ต้องไปตรวจวิเคราะห์กับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ข้อมูลจาก &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;Sanook&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4265893165138912706-5767708756771796735?l=xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/feeds/5767708756771796735/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2009/12/blog-post_1180.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/5767708756771796735'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/5767708756771796735'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2009/12/blog-post_1180.html' title='ปัญหาการมีบุตรยาก'/><author><name>ojogabonitoo</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07502645820884715632</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4265893165138912706.post-8833381436232178824</id><published>2009-12-25T00:33:00.000-08:00</published><updated>2010-03-14T00:23:45.142-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพร่างกาย'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ความอ้วน'/><title type='text'>ปาร์ตี้คริสต์มาส-ปีใหม่ ให้ห่างไกลความอ้วน</title><content type='html'>เรื่องโดย Localita&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใกล้ปีใหม่แล้ว! ดีใจจังเลย! สาวๆ อย่างเรารอคอยวันพิเศษกับเทศกาลสนุกๆ ที่แวะมาหาเราทั้งทีก็แค่ปีละครั้ง หลายคนอดกลั้นฝึกตบะจนเข้าใกล้อรหันต์ เก็บตัวเป็นแม่ชีไม่ยอมไปปาร์ตี้กับใครเพื่อรอปล่อยแก่ เอ๊ย! ปลดปล่อยความเหน็ดเหนื่อยจากการงานตลอดทั้งปีเพื่อปาร์ตี้ิปีใหม่โดยเฉพาะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันที่จริงแล้วสาวๆ สมัยนี้ชีไม่แคร์หรอก ไอ้เรื่องจะออกไปปาร์ตี้ทุกวันฉันก็ทำได้ แต่ผลพวงที่จะตามมาต่างหากล่ะที่ทำให้บรรดาสาวๆ วิตกจริตจิตเสีย ไหนจะกลัวนอนดึก หน้าโทรม ตาคล้ำ ผิวเหี่ยวเพราะกรำศึกปาร์ตี้เต็มคราบ หรือแบบซอฟท์ๆ อย่างสาวๆ ที่รักการกิน ชอบเสาะแสวงหาร้านอร่อยไปเอนจอยอีทติ้งกับเพื่อนฝูง ประเด็นฮิตฮอตตลอดกาลของสาวๆ กลุ่มนี้ก็คือ กลัวอ้วน เพราะเมื่ออ้วนแล้วก็จะอึดอัด พาลคิด (ไปเอง) ว่าเดี๋ยวน้ำหนักขึ้นมา 2 ขีดแล้วหน้าจะบาน ตัวจะบึ้ก ใส่เสื้อผ้าอะไรก็ไม่สวย คิดวุ่นวายจนกลายเป็นสาววิตกจริตไปในที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่เอาเถอะ...ของแบบนี้มันก็มีผลกับจิตใจหลายๆ คนโดยตรงเลยล่ะ แต่กว่าจะคิดแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ลองมาเตรียมรับมือกับช่วงปาร์ตี้กระหน่ำต้อนรับปีใหม่ ด้วยหลักง่ายๆ ต่อไปนี้ดีกว่า....&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.เตรียมปากและฟันให้สะอาดสดชื่น งงล่ะสิ...ปากสะอาดสดชื่นแล้วมันจะไปช่วยให้ไม่อ้วนได้ไงหว่า...โซอี ฮาร์คอมบ์ นักโภชนาการเจ้าของงานวิจัยดีๆ หลายเล่มบอกไว้ว่า ปากและฟันที่สะอาดสดชื่นนอกจากจะดีต่อสุขอนามัยอย่างที่รู้ๆ กันแล้ว การแปรงฟันหลังอาหารทุกครั้งแม้ในระหว่างวัน ยังช่วยลดความอยากทานอาหารจุบจิบระหว่างวันได้ด้วย....สังเกตตัวเองเวลาแปรง ฟันเสร็จหลังทานอาหารเที่ยงดูสิ ถ้าจะให้ดี รักษาความสะอาดช่องปากอีกครั้งก่อนออกไปแฮงเอาท์ ก็จะช่วยลดความอยากทานนู่นนี่นั่นตามใจปากไปได้เยอะทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. ดื่มน้ำเปล่าเยอะๆ ก่อนตะลุยปาร์ตี้ บางคนบอกข้อนี้ไม่ดีเพราะมันจะทำให้ปวดท้องต้องเข้าห้องน้ำบ่อยเกินไปเกรง จะัปาร์ตี้ไม่สนุก แต่หารู้ไม่ ว่า 3 ใน 4 ส่วนของร่างกายคือน้ำ ไม่ว่าคุณจะออกไปโลดโผนหรือสุดเหวี่ยงยังไงก็ต้องเรียกหาน้ำอยู่ดี และน้ำในที่นี้ก็ต้องเป็น น้ำสะอาดบริสุทธิ์และต้องปราศจากแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด แม้ว่าร่างกายจะเรียกร้องของอร่อยอยู่ตลอดเวลา เปลี่ยนพฤติกรรมการกินดื่มเสียใหม่ ตามตำราว่าไว้ ดื่มน้ำสะอาดให้ได้อย่างน้อยวันละ 8 แก้วนั่นล่ะ ภูมิคุ้มกันทั้งกายและใจไม่ให้อยากกินเกินขนาดอย่างดีเชียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. หัดเลือกที่จะกินเพื่ออยู่ มิใช่ิอยู่เพื่อกิน ร้านนั้นมีเมนูใหม่ เนื้อโกเบชาบูชาบูริ้วไขมันสวยเหมือนดอกไม้ ย่างหอมๆ พร้อมน้ำจิ้ม หรือร้านนี้นำเสนอส้มตำคอหมูย่างติดมัน แล้วตบท้ายด้วยชีสเค้กชิ้นโตๆ...แต่ละเมนูแค่คิดก็น้ำลายจี๊ดเต้นระบำใน กระพุ้งแก้ม แต่อาหารปิ้งๆ ย่างๆ แป้ง เนื้อสัตว์ นั่นแหละตัวการชักศึกเข้าบ้าน ชักไขมันเข้าพุงทั้งนั้น เจออย่างนี้หลายคนเถียงทันทีว่าก็คนมันอยากกิน ใครจะไปห้ามได้...ถูก ต้อง ไม่มีใครห้ามคุณกินอาหารแบบตามใจปากได้ เพราะการเลือกสร้างวินัยในการกินอยู่ที่คุณกำหนดตัวเอง ไม่ใช่ใครสั่งให้ทำ หากคุณกินเกินปริมาณ แล้วน้ำหนักเพิ่ม ก็จงยอมรับคำล้อเลียนถากถางจากคนรอบข้าง รวมถึงปัญหาสุขภาพที่จะตามมาให้ได้ด้วยก็แล้วกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่หากคุณมุ่งมั่นที่จะเอาชนะ เพราะนึกถึงคำว่า "สุขภาพดีต้องมาก่อน" เป็นหลัก นั่นก็แสดงว่าคุณกำลังมาถูกทางแล้ว อย่าคิดแค่ว่าปาร์ตี้ทั้งทีจะสวาปามอะไรก็ได้เหมือนคนตายยอดตายอยากมา 7 ชาติ ในสงครามยังมีความสวยงามฉันใด ในปาร์ตี้ก็ยังมีเมนูเพื่อสุขภาพหลงเหลืออยู่ทุกที่ฉันนั้น มองหาเมนูผัก ปลา ผลไม้สด เนื้อสัตว์ไม่ติืดมัน แล้วเลือกกินแต่พอดี เดินหนีซุ้มขนมขบเคี้ยว เค้ก ของหวานเลี่ยนๆ เครื่ิองดื่มแอลกอฮอล์ (ไม่ใช่แค่ห่วงคุณจะเมา แต่กลัวว่าเหล้าเข้าปากแล้วจะเพลินกับกับแกล้มจนลืมตัว)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือจะท่้องไว้ตั้งแต่เดินเข้างานว่า กินอย่างมีสติเพื่อหุ่นดี มิใช่กินให้วอดวายแต่ไขมันกระจุกอกตายก่อนจะสวย...ก็คงจะช่วยคุณได้ บวกกับความแน่วแน่และตั้งใจพอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4.เลิกคิดเรื่องอดอาหารเด็ดขาด! ธรรมชาติสร้างมนุษย์ทุกคนให้รับประทานอาหาร 3 มื้อทุกวัน แต่เดี๋ยวนี้คนสมัยใหม่ละเลยในจุดนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดปัญหาสุขภาพตั้งแต่อายุน้อยๆ เป็นความคิดที่โง่มากหากหวังว่าจะอดมื้อเที่ยงเพื่อไปใส่เต็มคราบในปาร์ตี้ ตอนเย็น เพราะกว่าจะถึงเวลานาทีทอง คุณก็หมองท้องไส้กิ่วเพราะหิวตาลาย อย่าทำตัวไร้สาระกับเรื่องการกิน ถ้าเกรงว่าไปปาร์ตี้แล้วจะกินไม่คุ้มเหมือนคนอื่น (ซึ่งเราไม่สนับสนุนทัศนคตินี้ แต่อย่างว่า...ห้ามกันไม่ได้) ก็หาอะไรรองท้องเบาๆ ในมื้อเที่ยง พร้อมกับดื่มน้ำมากๆ เพื่อที่ว่าเมื่อถึงปาร์ตี้ตอนเย็น คุณก็ได้เอนจอยกับปาร์ตี้อย่างที่ตั้งใจไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5. ใส่ชุดตัวเล็กๆ ตัดปัญหากินไม่บันยะบันยัง ถ้าเตืิอนดีๆ ขอร้องดีๆ ก็แล้ว คุณก็ยังมูมมามสวาปามตามใจปาก ก็คงต้องใช้ไม้นี้ เพราะสาวตามใจปากแต่อยากหุ่นสวยมักมีจุดอ่อนอยู่ที่บุคลิกภาพทั้งนั้นแหละ การบังคับใจตัวเองด้วยการใส่ชุดฟิตพอดีตัว อาจช่วยตัดปัญหาการกินอร่อยจนพุงปลิ้นได้ เพราะคุณคงไม่อยากเดินแขม่วพุงอยูี่่ใต้บอดี้สูทให้ทรมานตัวเอง ในขณะที่คนอื่นเขาแฮปปี้กันหรอก ...แต่ถ้ายอมแพ้ความอยาก จะลากสุ่มใส่ไปงาน นั่นก็เรื่องของคุณนะจ๊ะ เตือนแล้ว...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะอย่าลืมว่าการกินอย่างเพลิดเพลินเติมเต็มความสุขทางใจได้ก็ จริง แต่การกินอย่างไม่มีลิมิทก็มีผลโดยตรงกับสุขภาพ คุณไม่มีทางเข้าใจจนกว่าจะเกิดปัญหากับตัวเอง และเมื่อถึงเวลานั้น จะเรียกร้องกลับไปเริ่มต้นวินัยการกินใหม่ ก็อาจจะไม่ทันแล้ว&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4265893165138912706-8833381436232178824?l=xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/feeds/8833381436232178824/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2009/12/blog-post_6444.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/8833381436232178824'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/8833381436232178824'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2009/12/blog-post_6444.html' title='ปาร์ตี้คริสต์มาส-ปีใหม่ ให้ห่างไกลความอ้วน'/><author><name>ojogabonitoo</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07502645820884715632</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4265893165138912706.post-1929492927125781495</id><published>2009-12-25T00:32:00.000-08:00</published><updated>2010-03-14T00:23:24.727-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพผิว'/><title type='text'>5 มารเงียบตัวร้าย เร่งทำลายผิวให้แห้งกร้านเร็วขึ้น</title><content type='html'>เรื่องโดย Localita&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงแม้หน้าหนาวบ้านเราปีนี้ (โดยเฉพาะในกทม.) อาจไม่ระคายผิวสาวๆ สักเท่าไหร่ เพราะภาวะโลกร้อนคืบคลานเข้ามาใกล้ทุกทีนั่นก็ใช่ แต่สาวๆ สมัยนี้ส่วนใหญ่ต่างก็รู้วิธีรับมือกับปัญหาผิวแห้งแตกลายงาในหน้าหนาวกันดี อยู่แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่สาวๆ หลายคนที่ต้องประสบกับอากาศหนาว ลมแรง อากาศแห้งชนิดเลี่ยงไม่ได้ ก็อาจจะต้องปรนนิบัติผิวมากขึ้นอีกหน่อย เพราะไหนจะมีมลภาวะรอบๆ ตัว เร่งเร้าให้ผิวสวยๆ ของเราเสื่อมโทรมเร็วกว่ากำหนด ไม่นับปาร์ตี้เกิร์ลที่ดื่ม ดูด (บุหรี่) แดนซ์ จนปากดำหน้าคล้ำผิวไม่งามตามวัย เห็นไหมว่าแค่ปัญหาผิวๆ ยังเป็นเรื่องใหญ่โตได้ขนาดนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่หลายๆ คนอาจกำลังชะล่าใจไปว่าของพื้นๆ ใกล้ตัวที่ใช้อยู่เป็นประจำทุกวัน อาจเป็นภัยเงียบที่ทำลายผิวให้แห้งได้โดยที่เราไม่รู้ตัวหรือเฉลียวใจ.... 5 ของใกล้ตัวคุณสาวๆ ต่อไปนี้ คือบ่อเกิดของผิวแห้งเสียที่สาวๆ ไว้ใจมากที่สุด...หากใช้อย่างไม่ระวังหรือกระทั่งเราอาจมีอาการแพ้มันโดยไม่ รู้ตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.ลิปมัน อย่าง ที่เคยบอกกันไปว่าส่วนผสมบางอย่างในลิปมันนั้นเป็นตัวทำลายความชุ่มชื่นของ ริมผีปาก แทนที่จะช่วยบำรุงเรียวปากอย่างสรรพคุณว่า...หลายคนถึงกับงงว่าจะเป็นไปได้ อย่างไร แต่ส่วนผสมการบูรและเมนทอลที่ช่วยเพิ่มรสชาดและให้กลิ่นหอมสดชื่นคือตัวการ หมายเลขหนึ่งที่ทำให้ปากลอกเป็นขุยได้ง่ายและเร็วขึ้นเลยล่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.เจลล้างมือ คุณประโยชน์ของเจลล้างมือนั้นทุกคนรู้แน่ว่ามีแอลกอฮอล์ที่ช่วยฆ่าเชื้อ แต่ลองสังเกตดูหลายๆ ยี่ห้อในท้องตลาดอีกทีจะพบว่า มีปริมาณแอลกอฮอล์ที่เข้มข้นมากที่เดียว การใช้เจลล้างมืิอบ่อยๆ นั้นอาจช่วยให้ห่างไกลจากการติดเชื้อหวัด 2009 แน่ๆ แต่ก็ไม่ควรใช้ทุกที่ทุกเวลาจนติด เพราะผลที่ได้คือผิวมือที่หยาบกร้าน ขอบเล็กแห้งเป็นขุย เพราะผิวสูญเสียน้ำที่จะเข้ามาเติมเต็มความชุ่นชื่น หากไม่จำเป็น แค่ล้างมือด้วยน้ำสะอาดอย่างถูกวิธี ก็น่าจะดีไม่แพ้กัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3.น้ำหอมในโลชั่นถนอมมือและเล็บ แม้ไม่ใช่หน้าหนาว แต่สาวออฟฟิศหลายคนล้วนทำงานอยู่ในห้องปรับอากาศที่เย็นฉ่ำตลอดเวลา หลายคนทำงานจนไม่มีเวลาลุกไปดื่มน้ำจนทำให้ผิวแห้งกร้านง่าย ผู้ผลิตหลายเจ้าก็เลยหัวใจส่งโลชั่นถนอมมือและเล็บมาตอบโจทย์ในจุดนี้ สรรพคุณมากมายที่บอกไว้หลังขวดผลิตภัณฑ์ อาจไม่สำคัญเท่าส่วนประกอบสำคัญในโลชั่น และส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้ผิวยังแห้งอยู่เรื่อยทั้งที่ก็โปะโลชั่นทั้งวัน ส่วนหนึ่งมาจากน้ำหอมหรือสารแต่งกลิ่นที่อยู่ในโลชั่นนั่นแหละคือตัวการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องใช้เมื่อรู้สึกว่ามือสากเกินไปในห้องแอร์หรือ เมื่อเจออากาศเย็น ก็ควรถนอมมือและเล็บด้วยโลชั่นไม่เกินวันละ 2 ครั้ง จะดีกว่า หรือใช้ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคจากส่วนผสมตามธรรมชาติ ไร้กลิ่นสังเคราะห์ อาจไม่หอมสดชื่นแต่ก็ชุ่มชื้นผิวอย่างปลอดภัย หรือจะลองจิบน้ำอุ่นในระหว่างทำงานก็ช่วยไำด้ทั้งภายในและผิวพรรณ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. น้ำอุ่น เมื่อก่อนเราอาจเคยคิดว่าการอาบน้ำอุ่นคือทางออกที่ดีที่สุดสำหรับหลายๆ คนที่ไม่ชอบอากาศหนาว เพราะเย็นเจอเย็นก็ทรมานไปถึงขั้ว ดีไม่ดีไข้หวัดจะถามหาไม่รู้ตัว การอาบน้ำอุ่นจึงช่วยให้สบายผิวและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ และบางคนก็ติดน้ำอุ่นจนต้องอาบตลอดทุกฤดูกาลก็มี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้น้ำอุ่นจะดีต่อระบบในร่างกาย แต่ผิวของเราอาจไม่ชอบน้ำอุ่นด้วย ความร้อนและไอน้ำจะทำลายน้ำหล่อเลี้ยงผิว หลายครั้งเราจึงรู้สึกผิวแห้ง คัน ทุกครั้งหลังอาบน้ำอุ่น โดยเฉพาะผู้สูงอายุซึ่งจะมีอาการรุนแรงกว่า เพราะผิวขาดความชุ่มชื่นอยู่แล้วตามวัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5. สบู่ก้อน หลายคนอาจละเลยเพราะคิดไม่ถึง บางคนคงอาจจึ๊ปากรำคาญว่าสบู่อะไรก็ใช้ได้เหมือนๆ กัน หากคุณมีผิวหนาทนทานเหมือนจระเข้ก็คงไม่มีใครว่าถ้าคุณจะเอาอะไรก็ได้ฟอกตัว เวลาอาบน้ำ แต่สบู่ก้อนส่วนใหญ่ในท้องตลาดมีค่า ph สูง เท่ากับว่ามีค่าเป็นด่างที่ทำลายน้ำหล่อเลี้ยงผิว สังเกตดูเวลาอาบน้ำจะพบว่าบางครั้งสบู่ก้อนที่เป็นด่างมากจะมีฟองน้อย เมื่อล้างน้ำแล้วผิวจะตึง และแห้งหยาบ ระคายผิว ไม่สบายตัวหลังอาบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉะนั้นการเลือกสบู่อาบน้ำจึงต้องใส่ใจให้มากขึ้นเมื่อถึงคราวอากาศเย็น ไม่จำเป็นว่าจะต้องเปลี่ยนมาใช้สบู่เหลว เจล หรือครีมอาบน้ำ เพราะค่า ph สำคัญกว่า เลือกสบู่ที่มีค่าเป็นกลาง ไม่ตึงผิวขณะอาบ และไม่จำเป็นต้องมีกลิ่นหอมจากสารเคมีถ้าไม่จำเป็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำคัญที่สุด ควรสำรวจ และรู้ถึงสภาพผิวของเราเองด้วยว่า เกิดภาวะผิวแห้งกร้านได้ง่ายแค่ไหน เพื่อจะได้ปฏิบัติต่อผิวให้ถูกวิธี หนีความแห้งกร้าน ที่นอกจากจะทำให้รำคาญแล้ว ยังอาจเป็นสัญญาณขแงปัญหาผิวอีกหลายอย่างที่จะตามมาด้วย&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4265893165138912706-1929492927125781495?l=xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/feeds/1929492927125781495/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2009/12/5.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/1929492927125781495'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/1929492927125781495'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2009/12/5.html' title='5 มารเงียบตัวร้าย เร่งทำลายผิวให้แห้งกร้านเร็วขึ้น'/><author><name>ojogabonitoo</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07502645820884715632</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4265893165138912706.post-2217780493714392097</id><published>2009-12-25T00:31:00.000-08:00</published><updated>2010-03-14T00:23:02.685-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพเล็บ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เล็บ'/><title type='text'>เรื่องของเล็บที่คุณควรรู้</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;Nailing the Truth about Nails&lt;br /&gt;ในเรื่องวิธีการที่ถูกต้องในการ ดูแลเล็บของคุณ มันมีคำแนะนำที่ขัดแย้งกันมากมาย คุณควรตะไบเล็บไปในทิศทางเดียวกัน หรือควรตัดหนังข้างเล็บมั้ย เรามาแยกแยะความจริงในเรื่องเล็บให้คุณรู้แล้ว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.การกินเจลาตินทำให้เล็บแข็งแรง&lt;br /&gt;ความจริง -ไม่ มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนในเรื่องนี้ แต่เล็บประกอบไปด้วยเคราตินแบบเดียวกับเส้นผมของคุณ (แต่เคราตินในเล็บจะหนาและหยาบกว่าในผิวและเส้นผม มันจึงแข็งกว่า)อาหารที่ช่วยให้เส้นผมแข็งแรง จึงสามารถช่วยให้เล็บแข็งแรงได้เช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.อย่าตะไบเล็บกลับไปกลับมา ควรตะไปเล็บไปในทิศทางเดียว&lt;br /&gt;ความจริง -ไม่ว่าคุณจะตะไบเล็บไปในทิศทางเดียวกันหรือกลับไปกลับมา ก็ปลอดภัยต่อเล็บได้ทั้งนั้น ตราบเท่าที่คุณไม่ใช้ตะไบเล็บที่หยาบเกินไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3.การตัดเล็บเท้าเป็นรูปสี่เหลี่ยมจะปลอดภัยที่สุด เพราะช่วยป้องกันเล็บคุด&lt;br /&gt;ความจริง -การตัดเล็บเป้นรูปสี่เหลี่ยมที่ตรงมุมจะเกิดความคม ซึ่งสามารถกดหนังข้างเล็บให้เจ็บได้เพราะฉะนั้นควรตัดเล็บตรงด้านมุมให้เป็น มุมมนๆ เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4.ล้างยาทาเล็บออกและปล่อยเล็บให้ปราศจากการทาสีเป็นครั้งคราวเพื่อให้เล็บได้ "หายใจ"&lt;br /&gt;ความจริง -เคราตินในเล็บเป็นเคราตินที่ "ตายแล้ว" มันจึงไม่ต้องการ "หายใจ" การเคลือบเล็บไม่ว่าจะอะไรก็ตาม ตั้งแต่น้ำยารองพื้นหรือสีทาเล็บ ถือเป็นการปกป้องเล็บจากสภาพแวดล้อมต่างๆได้และป้องกันไม่ให้มันแห้งและ เปราะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5.ยาล้างเล็บที่มีส่วนผสมของอะซีโทนไม่ดีต่อเล็บ&lt;br /&gt;ความจริง -ยาล้างเล็บที่มีส่วนผสมของอะซีโทนดีกว่า เพราะมันสามารถขจัดเม็ดสีออกจากเล็บได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดดยไม่ทิ้งคราบเลอะเทอะตกค้าง ขณะที่น้ำยาล้างเล็บแบบไม่ผสมอะซีโทนจะระเหยช้ามากและทิ้งฟิลม์เหนียวๆเอา ไว้ข้างหลัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6.มันโอ.เค. ที่จะตัดหนังหนาๆที่เท้าออก&lt;br /&gt;ความจริง -อย่าตัดออกไป เพราะหนังหนาๆ ช่วยปกป้องแรงกดที่มีต่อปลายเท้า ใช้กระบวนการขัดลอกอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อทำให้หนังเท้าแข็งๆ และส่วนที่แห้งกร้านของเท้านุ่มนวลขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;7.เล็บสั้นเหมาะแก่การทาสีอ่อนๆเท่านั้น&lt;br /&gt;ความจริง -เล็บสั้นสามารถทาสีเข้มๆได้เช่นกัน เพราะสีเล็บสีเข้มๆจะช่วยให้เล็บดูสวยขึ้นเนี้ยบกว่าเล็บสั้นมากๆ ที่ทาสีกลางๆเพราะจะกลืนหายไปกับปลายเล็บ แทนที่จะทำให้ดูสวยหรูขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;8.การตัดหนังข้างเล็บทำให้เล็บดูสะอาดมากขึ้นและสุขภาพดี&lt;br /&gt;ความจริง -เมื่อ เวลาผ่านไป การตัดหนังข้างเล็บจะทำให้เกิดรอยแผลเป็นหนาๆแข็งๆ ยิ่งคุณตัดมันมากเท่าไหร่ มันจะยิ่งหนามากขึ้นเท่านั้น หยุดวงจรอุบาทว์ด้วยการใช้น้ำยาที่ช่วยขัดลอกหยังข้างเล็บซึ่งมีสวนผสม ของกรด AHAที่จะช่วยขัดลอกหนังที่ตายแล้วออกไป&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;&lt;br /&gt;ข้อมูลจาก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นิตยสาร Lisa&lt;br /&gt;Sanook&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4265893165138912706-2217780493714392097?l=xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/feeds/2217780493714392097/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2009/12/blog-post_25.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/2217780493714392097'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/2217780493714392097'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2009/12/blog-post_25.html' title='เรื่องของเล็บที่คุณควรรู้'/><author><name>ojogabonitoo</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07502645820884715632</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4265893165138912706.post-2500693639173220522</id><published>2009-12-25T00:30:00.000-08:00</published><updated>2010-03-14T00:22:27.651-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Mineral Oil'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพผิว'/><title type='text'>โทษของ Mineral Oil</title><content type='html'>คำว่า Mineral Oil...ฟังชื่อแล้วออกจะดูบริสุทธิ์ สะอาด และปลอดภัยในความคิดของเราๆ แต่ทำไมเดี๋ยวนี้วงการเครื่องสำอางธรรมชาติ ถึงได้ออกมาหลีกเลี่ยงสารตัวนี้กันนะ อย่างนี้ต้องหาคำตอบกันหน่อยแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Mineral Oil คืออะไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Mineral Oil หรืออาจเรียกกันว่า Petrolatum หรือ Petroleum Jelly นั้น มีหน้าตาเป็นน้ำมันใส ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ซึ่งที่มาก็คือเป็นสารสกัดที่เป็นผลพลอยได้มาจากการทำน้ำมันปิโตรเลียมใน ธุรกิจพลังงานนี่เอง จึงสามารถหาได้ปริมาณมากและมีราคาถูก (ว่ากันว่าถ้าโรงกลั่นน้ำมันจะกำจัด Mineral Oil โดยการย่อยสลาย ค่าใช้จ่ายในการย่อยสลายMineral Oil แพงกว่าราคาที่ขายได้เสียอีก) แถมยังไม่เน่า ไม่หืน ไม่หมดอายุ จึงมักถูกนำมาใช้ในสูตรเครื่องสำอางประเภทมอยเจอร์ไรเซอร์ ทั้งชนิดราคาถูกและแพง ทำหน้าที่ในการให้ความชุ่มชื่นแก่ผิว แต่เบื้องหลังการทำงานของมันนี้ ก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพตามมาได้ หากสะสมในปริมาณมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำไมถึงทำร้ายผิว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แค่เราลองนึกเล่นๆ ว่าเอาน้ำมันรถยนต์มาทาผิวก็รู้สึกประหลาดๆ แล้วใช่ไหม แต่มากไปกว่านั้น สารสกัดตัวนี้ยังมีผลข้างเคียงอื่นๆ อีกด้วย นั่นก็คือ การทาครีมหรือโลชั่นที่มีส่วนผสมของ Mineral Oil ลงบนผิวนั้น สารสกัดตัวนี้จะทำหน้าที่เหมือนฟิล์มบางๆ มาเคลือบบนชั้นผิว ผลลัพธ์ก็คือ เมื่อผิวถูกเคลือบปิด จึงไม่สามารถกำจัดสิ่งสกปรกที่อยู่ใต้ชั้นผิวออกมาได้ เท่ากับเป็นการปิดกั้นการถ่ายเทของน้ำและอากาศระหว่างชั้นผิวกับภายนอก ผิวหายใจเข้าออกยาก และถ่ายเทของเสีย (เช่น เหงื่อ) ตามธรรมชาติไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รังสียูวีในแสงแดดเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผิวมีริ้วรอยก่อนวัย (Photo Aging) ทำให้มีกระแดด ผิวแห้งกร้าน มีริ้วรอย และการใช้เครื่องสำอางที่มี Mineral Oil จะยิ่งช่วยเร่งปฏิกิริยาการแก่ก่อนวัยของผิวมากยิ่งขึ้น แทนที่จะเป็นการให้ความชุ่มชื่น กลับเป็นการทำให้ผิวแห้งขึ้นในระยะยาว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การใช้ Mineral Oil ในเครื่องสำอางเพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นและปกป้องไม่ให้ผิวสูญเสียน้ำตามกลไก ธรรมชาติ ดูเผินๆ แล้วเหมือนเป็นการช่วยบำรุงผิว แต่แท้จริงแล้ว กลับเป็นการรบกวนกลไกของต่อมไขมันใต้ชั้นผิว (Natural Moisturizing Mechanism) นานวันเข้า กลไกธรรมชาติของผิวก็จะเสื่อมสภาพลง ทำให้ผิวคอยพึ่งแต่ความชุ่มชื่นจากเครื่องสำอางเพียงอย่างเดียว ข้อสังเกตคือถ้าวันไหนที่เราไม่ใช้ครีมบำรุง แล้วผิวแห้ง แทบดูไม่ได้ นั่นแปลได้ว่าเรากำลังประสบปัญหานี้อยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Mineral Oil เป็นสิ่งแปลกปลอมจากร่างกาย เพราะได้มาจากสารปิโตรเลียม เมื่อมีการดูดซึมผ่านทางผิวหนังก็จะเข้าสู่กระแสเลือด และผ่านไปยังตับเพื่อทำหน้าที่ขับของเสีย และเมื่อมีปริมาณมากขึ้นตับจึงทำงานหนักขึ้น มีงานวิจัยบางชิ้นระบุว่าสารสกัดชนิดนี้เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ตับของผู้ ป่วยทำงานบกพร่อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Mineral Oil มีขนาดโมเลกุลใหญ่ จึงมีแนวโน้มที่จะอุดตันรูขุมขน และทำให้เกิดปัญหาผิวหนังได้ อาทิ เกิดสิวอักเสบ ระคายเคือง ผดผื่นแพ้ เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฝากไว้อีกนิดว่า นอกเหนือจาก Mineral Oil ในรูปน้ำมันใสแล้ว ยังมีวัตถุดิบที่มาจากแหล่งเดียวกัน แต่อยู่ในรูปแบบของ ขี้ผึ้ง (Wax) ซึ่งมีลักษณะการทำงานในรูปแบบเดียวกันด้วย เพราะฉะนั้นแล้วหากเราอยากให้ผิวได้พัก ได้หายใจ ได้ระบายของเสีย และให้ร่างกายได้ทำงานรักษาความชุ่มชื่นตามธรรมชาติแล้วละก็ เป็นที่แนะนำว่า การเลี่ยงสารสังเคราะห์มากเท่าไร ก็ยิ่งช่วยให้เราสวยอย่างเป็นธรรมชาติได้มากขึ้นเท่านั้น และเลือกใช้น้ำมันที่สกัดมาจากพืช อาทิ น้ำมันรำข้าว (Rice Bran Oil) แทนสารสกัดจำพวก Mineral Oil ที่ปลอดภัยกว่า และสกัดมาจากพืช ที่เป็นมิตรกับร่างกายจริงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก Sabai-arom Urban Wellness กลุ่มผลิตภัณฑ์สูตรธรรมชาติสูงกว่า 99% หรืออ่านสารสังเคราะห์ควรเลี่ยงอื่นๆ ได้ที่ www.sabai-arom.com/sabai-arom_says_no.html&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;&lt;br /&gt;ข้อมูลจาก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;Sanook&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4265893165138912706-2500693639173220522?l=xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/feeds/2500693639173220522/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2009/12/mineral-oil.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/2500693639173220522'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/2500693639173220522'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2009/12/mineral-oil.html' title='โทษของ Mineral Oil'/><author><name>ojogabonitoo</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07502645820884715632</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4265893165138912706.post-4296727943056171481</id><published>2009-12-25T00:29:00.001-08:00</published><updated>2010-03-14T00:22:09.313-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขบัญญัติ'/><title type='text'>สุขบัญญัติ 10 ประการ</title><content type='html'>สุข บัญญัติ หมายถึง ข้อกำหนดที่เด็กและเยาวชน ตลอดจนประชาชนทั่วไปพึงปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอจนเป็นสุขนิสัย เพื่อให้มีสุขภาพดีทั้งร่างกาย จิตใจ และสังคม ดังนั้น การส่งเสริมสุขบัญญัติจึงเป็นกลวิธีหนึ่งในการสร้าง  เสริมและปลูกฝังพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ เพื่อให้เด็ก เยาวชน และประชาชนปฏิบัติเพื่อนำไปสู่การมีสุขภาพที่ดีได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๑. ดูแลรักษาร่างกายและของใช้ให้สะอาด&lt;br /&gt; - อาบน้ำให้สะอาดทุกวัน อย่างน้อยวันละ ๑ ครั้ง&lt;br /&gt; - สระผมอย่างน้อยสัปดาห์ละ ๒ ครั้ง&lt;br /&gt; - ตัดเล็บมือเล็บเท้าให้สั้นอยู่เสมอ&lt;br /&gt; - ถ่ายอุจจาระให้เป็นเวลาทุกวัน&lt;br /&gt; - ใส่เสื้อผ้าที่สะอาด ไม่อับชื้น และให้อบอุ่นเพียงพอ&lt;br /&gt; - จัดเก็บของใช้ให้เป็นระเบียบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๒. รักษาฟันให้แข็งแรง และแปรงฟันทุกวันอย่างถูกวิธี&lt;br /&gt; - แปรงฟันทุกวันอย่างถูกวิธี อย่างน้อยวันละ ๒ ครั้ง เวลาเช้า และก่อนนอน&lt;br /&gt; - เลือกใช้ยาสีฟันและฟลูออไรด์&lt;br /&gt; - หลีกเลี่ยงการกินลูกอม ลูกกวาด ท็อฟฟี่ หรือขนมหวานเหนียว&lt;br /&gt; - ตรวจสุขภาพในช่องปาก อย่างน้อยปีละ ๑ ครั้ง&lt;br /&gt; - ห้ามใช้ฟันกัดขบของแข็ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๓. ล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหารและหลังการขับถ่าย&lt;br /&gt; - ล้างมือด้วยสบู่ทุกครั้งก่อนและหลังการเตรียม ปรุง และรับประทานอาหาร&lt;br /&gt; - ล้างมือด้วยสบู่ทุกครั้งหลังการขับถ่าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๔. กินอาหารสุก สะอาด ปราศจากสารอันตราย และหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด สีฉูดฉาด&lt;br /&gt; - เลือกซื้ออาหารสด สะอาด ปลอดสารพิษ โดยคำนึงถึงหลัก ๓ ป คือ ประโยชน์ ปลอดภัย ประหยัด&lt;br /&gt; - ปรุงอาหารที่ถูกสุขลักษณะ และใช้เครื่องปรุงรสที่ถูกต้อง โดยคำนึงถึงหลัก ๓ ส คือ สงวนคุณค่า สุกเสมอ สะอาดปลอดภัย&lt;br /&gt; - กินอาหารให้ครบ ๕ หมู่ เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย และกินให้ถูกหลักโภชนาการทุกวัน&lt;br /&gt; - กินอาหารปรุงสุกใหม่ และใช้ช้อนกลางในการกินอาหารร่วมกัน&lt;br /&gt; - หลีกเลี่ยงการกินอาหารสุกๆ ดิบๆ หรืออาหารรสจัด ของหมักดอง หรือ อาหารใส่สีฉูดฉาด&lt;br /&gt; - ดื่มน้ำสะอาด อย่างน้อยวันละ ๘ แก้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๕. งดสูบบุหรี่ สุรา สารเสพย์ติด การพนัน และการสำส่อนทางเพศ&lt;br /&gt; - งดสูบบุหรี่&lt;br /&gt; - งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด&lt;br /&gt; - ไม่เสพสารเสพย์ติดทุกประเภท&lt;br /&gt; - งดเล่นการพนันทุกชนิด&lt;br /&gt; - งดการสำส่อนทางเพศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๖. สร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวให้อบอุ่น&lt;br /&gt; - ทุกคนในครอบครัว ช่วยกันทำงานบ้าน&lt;br /&gt; - ปรึกษาหารือ และแสดงความคิดเห็นร่วมกัน&lt;br /&gt; - เผื่อแผ่น้ำใจให้กันและกัน&lt;br /&gt; - ทำบุญ และได้ทำกิจกรรมสนุกสนานร่วมกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๗. ป้องกันอุบัติภัยด้วยการไม่ประมาท&lt;br /&gt; - ระมัดระวังในการป้องกันอุบัติภัยภายในบ้าน เช่น ไฟฟ้า เตาแก๊ส ของมีคม จุดธูปเทียนบูชาพระ และไม้ขีดไฟ เป็นต้น&lt;br /&gt; - ระมัดระวังในการป้องกันอุบัติภัยในที่สาธารณะ เช่น ปฏิบัติตามกฏแห่งความปลอดภัยจากการจราจรทางบก ทางน้ำ ป้องกันอันตรายจากโรงฝึกงาน ห้องปฏิบัติการ เขตก่อสร้าง หลีกเลี่ยงการชุมนุมห้อมล้อม ในขณะเกิดอุบัติภัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๘. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และตรวจสุขภาพประจำปี&lt;br /&gt; - ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ ๓ ครั้ง&lt;br /&gt; - ออกกำลังกายและเล่นกีฬาให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายและวัย&lt;br /&gt; - ตรวจสุขภาพประจำปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๙. ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใสอยู่เสมอ&lt;br /&gt; - พักผ่อนและนอนหลับให้เพียงพอ&lt;br /&gt; - จัดสิ่งแวดล้อมทั้งในบ้าน และที่ทำงานให้น่าอยู่ หรือน่าทำงาน&lt;br /&gt; - มองโลกในแง่ดี ให้อภัย และยอมรับในข้อบกพร่องของคนอื่น&lt;br /&gt; - เมื่อมีปัญหาไม่สบายใจ ควรหาทางผ่อนคลาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ๑๐. มีสำนึกต่อส่วนรวมร่วมสร้างสรรค์สังคม&lt;br /&gt; - มีการกำจัดขยะในบ้าน และทิ้งขยะในที่รองรับ&lt;br /&gt; - หลีกเลี่ยงการใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ก่อให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม เช่น โฟม พลาสติก สเปรย์ เป็นต้น&lt;br /&gt; - มีและใช้ส้วมที่ถูกสุขลักษณะ&lt;br /&gt; - มีการกำจัดน้ำทิ้งในครัวเรือนและโรงเรียนด้วยวิธีที่ถูกต้อง&lt;br /&gt; - ใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด&lt;br /&gt; - อนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม เช่น ชุมชน ป่า น้ำ และสัตว์ป่า เป็นต้น&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4265893165138912706-4296727943056171481?l=xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/feeds/4296727943056171481/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2009/12/10_25.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/4296727943056171481'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/4296727943056171481'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2009/12/10_25.html' title='สุขบัญญัติ 10 ประการ'/><author><name>ojogabonitoo</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07502645820884715632</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4265893165138912706.post-5488249073559813111</id><published>2009-12-24T10:19:00.000-08:00</published><updated>2010-03-14T00:21:50.343-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพร่างกาย'/><title type='text'>การเสริมโปรตีน กุญแจสำคัญในการลดน้ำหนัก</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(204, 0, 0);"&gt;วิธีเดียว ในการลดน้ำหนักอย่างยั่งยืน คือ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การควบคุมอาหาร โดย เสริมโปรตีนคุณภาพสูง,ลดไขมัน , ลดน้ำตาล , ลดแป้ง,ออกกำลังกายสม่ำเสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเสริมโปรตีน กุญแจสำคัญในการลดน้ำหนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ขณะควบคุมอาหาร เราได้รับพลังงานลดลง ร่างกายสลายไขมันที่สะสมไว้ และสลายโปรตีนจากกล้ามเนื้อนำมา เผาผลาญเป็นพลังงาน พร้อมๆกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หาก ไม่เสริมโปรตีนคุณภาพสูง ร่างกายจะสูญเสียมวลกล้ามเนื้อจึงส่งผลให้ชะลอการเผาผลาญ ทั้งไขมันและโปรตีน ( ที่สลายจากกล้ามเนื้อ) ลงทันที ทำให้ไขมันสะสมไม่ลดลงอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเสริมโปรตีนคุณภาพสูงอย่างเพียงพอจะนำ ไปทดแทนการสลายมวลกล้ามเนื้อไม่ลดลงก็จะนำไขมันสะสมมาเผาผลาญอย่างต่อเนื่อง น้ำหนักจึงลดลงเรื่อยๆ&lt;br /&gt;ผลคือ ไขมันลดลง มวลกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น ร่างกายเพรียวกระชับ สมส่วนขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Whey Protein คืออะไร&lt;br /&gt;      Whey Protein   คือ  โปรตีนคุณภาพสูงสุด พบเป็นส่วนน้อยของโปรตีนในนม (โปรตีนในนมจะมี Whey Protein 20 % Milk Protein  80 % ) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(204, 0, 0);"&gt;Whey Protein ประกอบด้วย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- กรด Amino จำเป็น ครบถ้วนในปริมาณสูง ถูกจัดเป็น Protein ที่มีคุณภาพสูงสุด ตามข้อกำหนด ขององค์การอาหารระหว่างประเทศ และองค์การอนามัยโลก ( FAO/ WHO 1993 )&lt;br /&gt;- Beta – Lactaglobulin ช่วยสร้าง Glutathione ซึ่งเป็นสารพิษ , ต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญมากจึงช่วยปกป้องเซลล์ และชลอความเสื่อม   &lt;br /&gt;- Alpla – Lactabumin อุดมไปด้วยกรดAmino ชนิดกิ่ง ( คือ Leucin , Lsoleucine และ Valine ) ช่วยในการเสริมสร้างมวลกล้ามเนื้อ&lt;br /&gt;Immunoglobulins ได้แก่ IgG , IgM ,IgE ช่วยเสริมภูมิต้านทาน ต่อเชื้อโรคและมะเร็ง&lt;br /&gt;- Lactaferrin ช่วยขจัดเชื้อ Bacteria ที่เป็นพิษ และส่งเสริมให้ Bacteria ที่เป็นประโยชน์เติบโตได้ดีในลำใส้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(204, 0, 0);"&gt;ประโยชน์ของ  Whey  Protein&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.เสริมสร้างมวลกล้ามเนื้อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.เร่งการเผาผลาญไขมัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3.รูปร่าง  เพรียว  กระชับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4.หน้าเรียวสวย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5.อ่อนวัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6.สุขภาพแข็งแรง * * *&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Whey  Protein  แหล่ง  คุณภาพโปรตีนที่ดี&lt;br /&gt;การเปรียบเทียบโปรตีนตามคุณค่าทางชีววิทยา ( Biological Value = BV )&lt;br /&gt;BV เป็นวิธีการวัดคุณภาพของโปรตีน ค่าสูงสุด = 100 ซึ่งมี Whey Protein เท่านั้นที่มีค่า 100&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ขอขอบคุณข้อมูลจากคุณ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;artk6 เว็บบอร์ด Sanook&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4265893165138912706-5488249073559813111?l=xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/feeds/5488249073559813111/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2009/12/blog-post_6036.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/5488249073559813111'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/5488249073559813111'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2009/12/blog-post_6036.html' title='การเสริมโปรตีน กุญแจสำคัญในการลดน้ำหนัก'/><author><name>ojogabonitoo</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07502645820884715632</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4265893165138912706.post-3419946097626619493</id><published>2009-12-24T10:17:00.000-08:00</published><updated>2010-03-14T00:21:34.297-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อาหารเพื่อสุขภาพ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สมุนไพร'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ประโยชน์ของทับทิม'/><title type='text'>สรรพคุณ ของ ผลไม้ที่ชื่อว่า "ทับทิม"</title><content type='html'>&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ไม่ใช่อัญมณีสีชมพูเข้ม และไม่ใช่ทับทิมกรอบ แต่เป็นผลไม้ที่ชื่อว่าทับทิม ไม้ผลทรงกลมหน้าตาบ้านๆ จนบางคนคิดว่าเป็นผลไม้ไทย&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;แต่ถ้าถามลูกจีนก็เข้าใจว่าเป็นผลไม้จีนเพราะเห็นบ่อยๆ เวลาไหว้เจ้า แต่ที่ไหนได้ เจ้าผลไม้ชนิดนี้กลับมีต้นกำเนิดจากดินแดนเอเชียตะวันตกเฉียงใต้มาแต่ครั้ง โบราณกาล ก่อนจะแพร่กระจายขยายพันธุ์ไปทั่วประเทศแถบอาร์เมเนีย, อาเซอร์ไบจัน, อิหร่าน, ตุรกี, อัฟกานิสถาน, ปากีสถาน และแถบภาคเหนือของอินเดีย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จากนั้นจึงมีการนำเมล็ดพันธุ์มาปลูกแถวบ้านเรา รวมทั้งพื้นที่ในแถบแอฟริกา ขณะที่ละตินอเมริกาและแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ รับเอาเมล็ดพันธุ์ของพืชชนิดนี้ไปลองปลูกบ้าง หลังจากที่ชาวสเปนอพยพไปตั้งถิ่นฐานในปี 1769 เป็นอันว่าเจ้าผลไม้ชนิดนี้มีปลูกกันแทบจะทั่วโลก&lt;/p&gt; &lt;p&gt;และถึงทับทิมจะมีหลายสายพันธุ์ แต่ส่วนใหญ่มีลักษณะคล้ายกันคือเป็นไม้พุ่มขนาดกลาง สูงราวๆ 4-6 เมตร ทรงพุ่มโปร่ง มีหนามแหลมตามกิ่งก้าน ใบเดี่ยวขนาดเล็ก ดอกสีแดงหรือขาว ผลกลม เส้นผ่าศูนย์กลาง 6-10 เซนติเมตร เมื่อแก่จัดเปลือกผลสีเหลืองอมแดง บางพันธุ์ออกโทนน้ำตาลอมส้ม ไปจนถึงพันธุ์ที่มีสีแดงจัด เมื่อผ่าออกจะมีเมล็ดมากมายอยู่ภายใน ลักษณะเมล็ดมีเนื้อใสสีแดงหรือชมพูหุ้มอยู่แต่ละเมล็ด เนื้อทับทิมมีน้ำมาก รสหวานหรือเปรี้ยวอมหวาน&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;strong&gt;ทับทิม&lt;/strong&gt;เป็นผลไม้ที่มีบทบาทในตำนานของดินแดนต่างๆ ด้วย มีไม่น้อยที่ทับทิมถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของการเกิด ด้วยเมล็ดเล็กๆ มากมายที่ถูกมองเป็นความสามารถในการเจริญพันธุ์ และการมีชีวิตชั่วนิรันดร์ ชาวกรีกถึงกับใช้ทับทิมในงานแต่งงานโดยถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของการดำรงเผ่า พันธุ์&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;strong&gt;ชาวจีนถือว่าต้นทับทิมเป็นไม้มงคล&lt;/strong&gt; โดยเฉพาะทับทิมดอกสีขาวเป็นสักญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์และการมีลูกเต็ม บ้านหลานเต็มเมือง กิ่งใบทับทิมเป็นไม้มงคลที่ถูกใช้ทุกงาน โดยมีการปักยอดทับทิมไว้ที่ของไหว้เจ้า&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ส่วนที่อินเดีย ทับทิมถูกบรรจุในตำราการแพทย์แผนโบราณ 'อายุรเวช' มาเป็นพันๆ ปี โดยมีการบันทึกไว้ชัดเจนถึงสรรพคุณแก้ท้องร่วง รักษาอหิวาห์ และฆ่าเชื้อในลำไส้ น้ำทับทิมใช้ดื่มเพื่อบำรุงหัวใจและแก้เจ็บคอ แถมยังใช้หยอดตาแก้โรคต้อได้อีกด้วย&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ขณะที่แพทย์แผนไทยใช้ทับทิมทั้งต้น หรือที่เรียกกันว่า&lt;strong&gt; 'ทับทิมทั้งห้า'&lt;/strong&gt; เป็นยาระบาย หรือถ่ายพยาธิเส้นด้าย ส่วนใบใช้สมานแผล แก้ท้องร่วง น้ำต้มใบใช้อมกลั้วคอ และทำยาล้างตา ดอกใช้ห้ามเลือด เปลืองผลใช้สมานแผล แก้บิด แก้ท้องร่วง เนื้อหุ้มเมล็ดแก้โรคลักปิดลักเปิดและแก้กระหายน้ำ&lt;/p&gt; &lt;p&gt;การทดลองทางวิทยาศาสตร์ของยุคปัจจุบันช่วยยืนยันว่าตำรับยาแผนโบราณไม่ ใช่แค่เชื่อตามๆ กันมา แต่นักวิจัยค้นพบว่าเปลือกทับทิมมีสารกลุ่มแทนนินสูงถึงร้อยละ 22-25 ซึ่งประกอบด้วยสารกลุ่ม &lt;strong&gt;แกลโลแทนนิน (gallotannin) และเอลลาจิแทนนิน (ellagitannin) &lt;/strong&gt;ปริมาณสูง เปลือกทับทิมตากแห้งใช้เป็นยาแก้ท้องเดินและโรคบิดได้&lt;/p&gt; &lt;p&gt;คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล แนะนำสูตรการใช้ทับทิมเพื่อรักษาอาการท้องเสียไว้ว่าให้นำเปลือกทับทิมต้ม กับน้ำเดือด ดื่มทุก 4 ชั่วโมง ครั้งละ 1-2 ช้อนชาสำหรับเด็ก และ 1 ช้อนโต๊ะสำหรับผู้ใหญ่&lt;/p&gt; &lt;p&gt;นอกจากนี้ สารกลุ่มเอลลาจิแทนนินจากเปลือกผลทับทิมมีฤทธิ์ต่อต้านการเจริญเติบโตของ เซลล์มะเร็งกว่า 13 ชนิด ได้แก่ มะเร็งผิวหนัง มะเร็งลำไส้ มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งตับ เป็นต้น&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ยังมีนักวิจัยที่เรียงแถวหน้ากระดานออกมายืนยันสรรพคุณของทับทิมกันอย่าง ระเบ็งเซ็งแซ่ ไม่ว่าจะเป็นการเป็นแหล่งวิตามินซี น้ำทับทิม 1 แก้วมีวิตามินซีร้อยละ 40 ของความต้องการของผู้ใหญ่ในหนึ่งวัน รวมไปถึงวิตามินเอ อี และกรมโฟลิกในปริมาณสูง&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;strong&gt;น้ำทับทิมยังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ&lt;/strong&gt; เพราะมีสารกลุ่ม โพลีฟีนอล ที่สามารถยับยั้งปฏิกิริยาต้านอนุมูลอิสระของไขมันที่ไม่ดี หรือ&lt;strong&gt; LDL-C, low densitylipoprotein cholesterol)&lt;/strong&gt; ลดการสร้างโฟมเซลล์และลดการแข็งตัวของหลอดเลือด และยังมี แอนโทไซยานิน ในปริมาณสูง น้ำทับทิมปริมาณเท่ากับมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระเป็น 3 เท่าของไวน์แดงและชาเขียว และสูงกว่าน้ำผลไม้ชนิดอื่น&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;strong&gt;นอกจากการรับประทานที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี น้ำทับทิมยังมีคุณสมบัติด้านความงาม &lt;/strong&gt;ใช้น้ำทับทิมประมาณ 1 ช้อนชาทาบนใบหน้า ทิ้งไว้ 10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น จะช่วยให้ผิวหน้าใสเด้งเต่งตึง&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;strong&gt;สรรพคุณมากมาย กินก็ได้ทาก็ได้ แถมปลูกขึ้นง่าย ถ้าที่บ้านพอมีที่ทาง หามาปลูกไว้สักต้นเสริมมงคลให้ครอบครัวดีอีกด้วย&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4265893165138912706-3419946097626619493?l=xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/feeds/3419946097626619493/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2009/12/blog-post_4316.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/3419946097626619493'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/3419946097626619493'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2009/12/blog-post_4316.html' title='สรรพคุณ ของ ผลไม้ที่ชื่อว่า &quot;ทับทิม&quot;'/><author><name>ojogabonitoo</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07502645820884715632</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4265893165138912706.post-8718026100234954291</id><published>2009-12-24T10:15:00.000-08:00</published><updated>2010-03-14T00:20:57.299-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โรคซึมเศร้า'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กรดอะมีโนธีอะนีน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพจิต'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ชาเขียว'/><title type='text'>ชาเขียวมีส่วนช่วยลดภาวะซึมเศร้า</title><content type='html'>&lt;strong&gt;โตเกียว - ผลการศึกษาของคณะนักวิจัยชาวญี่ปุ่นพบว่า ผู้สูงอายุที่ดื่มชาเขียววันละหลายแก้ว มีแนวโน้มเกิดภาวะหดหู่ซึมเศร้าน้อยลง อาจเป็นเพราะชาเขียวมีสารที่ช่วยให้อารมณ์ดี&lt;/strong&gt; &lt;p&gt;ผลการศึกษาของ ดร.ไคจุน นิอุ แห่งมหาวิทยาลัยโทโฮกุ และคณะ ที่ตีพิมพ์ในวารสารอเมริกัน เจอร์นัล ออฟ คลินิคัล นูทริชั่น ฉบับเดือน ธ.ค. พบว่า ผู้สูงอายุชายและหญิงอายุ 70 ปี หรือผู้อายุมากกว่านั้น ที่ดื่มชาเขียววันละ 4 แก้ว หรือมากกว่า มีแนวโน้มเกิดภาวะซึมเศร้าน้อยลงร้อยละ 44 เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ดื่มชาเขียวในปริมาณน้อยกว่านั้น&lt;/p&gt; &lt;p&gt;จากการศึกษา ผู้สูงอายุทั้งชาย และหญิงสุขภาพดี 1,058 คน พบว่า ประมาณร้อย 34 ของผู้สูงอายุชาย และร้อยละ 39 ของผู้สูงอายุหญิง มีอาการซึมเศร้า นอกจากนี้ พบว่า ผู้ร่วมการศึกษา 488 คนบอกว่าดื่มชาเขียววันละ 4 แก้ว หรือมากกว่า และอีก 284 คนดื่มชาเขียววันละ 2-3 แก้ว ส่วนที่เหลือดื่มชาเขียววันละ 1 แก้วหรือน้อยกว่านั้น คณะวิจัยระบุว่า สรรพคุณของการดื่มชาเขียวในการบรรเทาภาวะซึมเศร้าไม่ได้ลดลงแม้จะใส่ปัจจัย ด้านสังคม เศรษฐกิจ เพศ อาหาร ประวัติปัญหาสุขภาพ และยาต้านอาการซึมเศร้าเข้าไปในการศึกษา ในทางตรงข้ามไม่พบความสัมพันธ์กันระหว่างการดื่มชาดำ ชาอู่หลง หรือกาแฟในการลดภาวะซึมเศร้า&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ชาเขียวมีส่วนประกอบของ &lt;strong&gt;กรดอะมีโนธีอะนีน&lt;/strong&gt; ซึ่งเป็นสารช่วยให้สมองผ่อนคลาย จึงอาจช่วยอธิบายผลด้านบวกที่ปรากฏในการศึกษาชิ้นนี้ ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาหลายชิ้นที่ระบุว่า การดื่มชาเขียวสัมพันธ์กับการช่วยผ่อนคลายปัญหาด้านจิตใจ อย่างไรก็ดี คณะนักวิจัยจะต้องศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันว่าการดื่มชาเขียวในปริมาณที่ มากขึ้นช่วยต้านภาวะซึมเศร้าได้จริง&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;&lt;br /&gt;ข้อมูล&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;Sanook&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4265893165138912706-8718026100234954291?l=xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/feeds/8718026100234954291/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2009/12/blog-post_6533.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/8718026100234954291'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/8718026100234954291'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2009/12/blog-post_6533.html' title='ชาเขียวมีส่วนช่วยลดภาวะซึมเศร้า'/><author><name>ojogabonitoo</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07502645820884715632</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4265893165138912706.post-4619635953324578225</id><published>2009-12-24T10:12:00.000-08:00</published><updated>2010-03-14T00:20:14.289-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพการทานยา'/><title type='text'>วิธีกินยาอย่างมีประสิทธิภาพ</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(204, 0, 0);"&gt;ยาบางชนิดรับประทานเวลาใดก็ได้ แต่บางชนิดก็ห้ามรับประทานเพิ่มขนาดเมื่อลืมรับประทานยาก่อนหน้านั้นหรือยา บางชนิดก็ไม่ควรบดก่อนรับประทาน  ดาราหนุ่มชาวออสซี่ ฮีธ เลดเจอร์ เสียชีวิตอันเนื่องมาจากผลข้างเคียงของยาประมาณ 6 ชนิด ที่เขารับประทานในคราวเดียวกัน เช่น ยาแก้ปวด ยานอนหลับ ยาต้านความหวาดกลัว ฯลฯ กรณีนี้จึงเป้นอุทาหรณ์ให้แก่บุคคลทั่วไปในการใส่ใจตอบคำถามแพทย์หรือ เภสัชกร และอ่านฉลากยาให้ถูกต้องก่อนรับประทานยาเพื่อความปลอดภัยของชีวิตโดนเภสัชกร ได้ไขข้อข้องใจเกี่ยวกับการรับประทานยาให้ถูกต้องดังนี้ค่ะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;Q:การรับประทานยาวันละครั้ง สามารถสับเปลี่ยนเวลาในการรับประทานอาหารได้มั้ยคะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;A: &lt;/span&gt;ขึ้น อยู่กับชนิดของยาที่รับประทานว่าเป็นชนิดใดเนื่องจากยาแต่ละชนิดจะแตก ต่างกัน เช่น หากเป็นยาแก้ปวด แก้แพ้ ที่รับประทานแล้ววันละครั้งแล้วสามารถควบคุมอาการได้ ก็สามารถเปลี่ยนเวลารับประทานได้โดยขึ้นอยู่กับความสะดวกของคนไข้แต่ยาบาง ชนิด เช่น ยาลดคอเลสเตอรอล กลุ่ม statin บางชนิดควรรับประทานเวลาเย็นหรือก่อนนอนเพราะจะทำให้ประสิทธิภาพในการออก ฤทธิ์ของยาดีกว่าช่วงอื่น เนื่องจากยาจะไปยับยั้งการสร้างคอเลสเตอรอลที่จะเกิดขึ้นในช่วงที่เรานอน หลับส่งผลให้ยาที่รับประทานมีประสิทธิภาพสูงสุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;Q:ควรรับประทานยาให้ตรงเวลาทุกครั้งมั้ยหรือทิ้งช่วงเวลาห่างกันได้มากน้อยแค่ไหน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;A:&lt;/span&gt;ยา ที่ต้องรับประทานต่อเนื่องส่วนใหญ่ควรรับประทานให้ตรงเวลาเพื่อรักษาระดับยา ในกระแสเลือดให้คงที่ โดยเฉพาะกลุ่มยาฆ่าเชื้อต่างๆ หากรับประทานยาไม่ตรงเวลาอาจทำให้การรักษาไม่ได้ผลหรือเชื้ออาจดื้อยาตัว นั้น ทำให้ต้องเปลี่ยนไปใช้ยาตัวอื่นๆ หรือหากลืมรับประทานยาก็ให้รับประทานทันทีที่นึกได้ แต่ถ้าใกล้ถึงมื้อที่จะต้องรับประทานแล้ว ก็ไม่ต้องเพิ่มขนาดยาเป็นสองเท่าเพราะอาจทำให้ได้รับยาในขนาดที่มากเกินไปจน เป็นอันตรายได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;Q:บดหรือหักยาให้เล็กลงก่อนรับประทานได้มั้ย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;A:&lt;/span&gt;โดย ส่วนใหญ่ไม่แนะนำให้หักยาหรือบดยาโดยเฉพาะในกรณีที่เม็ดยาอยู่ในรูปแบบออก ฤทธิ์นานหรือค่อยๆปลกปล่อยตัวยา(Retard) ข้อสังเกตของยากลุ่มนี้ก็คือ มักจะมีสัญลักษณ์เป้นตัวอักษร MR,SR,CR ด้านหลังชื่อยา ซึ่งเป้นลักษณะในการผลิตเม็ดยาประเภทนี้ ยากลุ่มนี้ได้รับการผลิตขึ้นมาเพื่อความสะดวกในการรับประทานยาของคนไข้จาก ที่ต้องรับประทาน 3 มื้อ ก็ลดลงเหลือแค่มื้อเดียวต่อวัน แต่ให้ผลการรักษาเทียบเท่ากันดังนั้น หากบดหรือหักยาอาจทำให้การปลดปล่อยยาเปลี่ยนแปลง คนไข้อาจได้รับยามากเกินไปซึ่งส่งผลกระทบต่อการรักษาและเป็นอันตรายต่อผู้ ป่วย อย่างไรก็ตาม ยาในรูปแบบนี้บางตัวก็สามารถหักแบ่งได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับกระบวนการในการผลิตยาแต่ละตัว ดังนั้น จึงควรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;Q:ผลข้างเคียงของยาที่เกิดขึ้น "บ่อย" หมายถึงอะไร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;A:&lt;/span&gt;ผล ข้างเคียงคืออาการที่ไม่พึงประสงค์ นอกเหนือจากจุดประสงค์ในการรักษา ซี่งสามารถทำนายได้ก่อนที่จะรับประทานยาดังนั้น เราสามารถป้องกันอาการต่างๆได้ เช่น ให้ผู้ป่วยรับประทานยาลดอาการข้างเคียงคู่กับยาฆ่าเชื้อที่มักมีผลเคียงข้าง และอาการข้างเคียงส่วนใหญ่จะหายไปได้เองเมื่อยาที่รับประทานหมดฤทธิ์ ส่วนใหญ่มักไม่ค่อยเป็นอันตราย เช่น เมโทรนิดาโซล เป็นยาฆ่าเชื้อที่มักมีผลข้างเคียงทำให้คลื่นไส้ อาเจียน ซึ่งสามารถลดอาการข้างเคียงได้โดยรับประทานยานี้ทันทีหลังอาหาร ทั้งนี้ ยาแต่ละกลุ่มจะมีผลข้างเคียงแตกต่างกันออกไป เช่น&lt;br /&gt;1.ยาฆ่าเชื้อ(Antibiotic) มักทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย&lt;br /&gt;2.ยาลดน้ำมูก ยาแก้แพ้ มักทำให้มีอาการง่วงซึม ปากแห้ง คอแห้ง&lt;br /&gt;3.ยาต้านการอักเสบและแก้ปวด มักทำให้เกิดอาการระคายเคืองที่เยื่อบุกระเพาะอาหาร&lt;br /&gt;4.ยาแก้คัดจมูกและยาขยายหลอดลม มักทำให้เกิดอาการใจสั่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;Q:การรับประทานยาก่อนอาหารหมายความว่าอย่างไร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;A:&lt;/span&gt;ยา ที่ให้รับประทานก่อนอาหารควรรับประทานก่อนอาหาร 30 นาที ถึง 1 ชม.เพราะยาจะดูดซึมได้ดีในขณะที่ท้องว่างหรืออาหารอาจะขัดขวางการดูดซึมของ ยาหากนำยาก่อนอาหารไปรับประทานหลังอาหารหรือรับประทานใกล้กับมื้ออาหารมาก เกินไปอาจทำให้ระดับยาในเลือดน้อยกว่าปกติ ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการรักษาลดลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;Q:ทำไมจึงไม่ควรดื่มนมเมื่อรับประทานยาปฏิชีวนะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;A:&lt;/span&gt;จริงๆ แล้วไม่ใช่ยาปฏิชีวนะทุกตัวที่ห้ามรับประทานร่วมกับนม มีเฉพาะยาบางกลุ่มเท่านั้น เช่น กลุ่ม tetracycline และกลุ่ม Fluoroquinolone บางชนิด เป็นต้น เนื่องจากยาอาจไปจับกับแคลเซียมซึ่งเป็นส่วนประกอบในนม ส่งผลให้ยาไม่ดูดซึมก็จะทำให้ประสิทธิภาพของยาลดลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;Q:หากรับประทานปฏิชีวนะ สามารถรับประทานยาอื่นร่วมด้วยได้มั้ย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;A:&lt;/span&gt;ยา ส่วนใหญ่มักรับประทานร่วมกับยาปฏิชีวนะได้เพื่อรักษาอาการอื่น แต่ก็มียาบางประเภทที่ไม่แนะนำให้รับประทานร่วมกับยาปฏิชีวนะ เช่น ยาเม็ดเพื่อคุมกำเนิด เนื่องจากยาปฏิชีวนะจะส่งผลต่อการลดประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดของยานั้น หากมีความจำเป็นต้องรับประทานควบคู่กัน ขอแนะนำให้ใช้วิธีการคุมกำเนิดอื่นร่วมด้วย เช่น การใช้ถุงยางอนามัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;Q:เมื่อไหร่ควรเลิกรับประทานยา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;A:&lt;/span&gt;ระยะเวลาในการใช้ยาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับการรักษา แต่ที่พบบ่อยๆ มีดังนี้&lt;br /&gt;1. ใช้เมื่อมีอาการเท่านั้น จะเป็นยาที่ใช้ตามอาการซึ่งเมื่ออาการดีขึ้นแล้วให้หยุดยาได้เลยไม่ต้องใช้ ยาติดต่อกันจนหมด เช่น ยาแก้ปวด ยาลดไข้ ยาลดน้ำมูก ยาแก้ไอ&lt;br /&gt;2.ใช้ติดต่อ กันจนหมด คือการใช้ยาแบบนี้จะพบมากในการรักษาโรคติดเชื้อจากแบคทีเรีย เชื้อรา หรือเชื้ออื่นๆซึ่งหากยาชนิดนั้นเป็นยาที่ดีได้ผล ต้านเชื้อได้ดีจำนวนเชื้อก็จะค่อยๆลดลง จนถึงจุดที่การแสดงอาการต่างๆเริ่มลดลง เช่น ถ้าเป็นโรคคออักเสบอาการเจ็บคอก็จะลดลง แต่ก็ยังคงมีเชื้อบางส่วนหลงเหลืออยู่ หากเราหยุดรับประทานยา เชื้อเหล่านั้นก็อาจเพิ่มจำนวนอีก ซึ่งเชื้อเหล่านั้นอาจมีการปรับตัวและดื้อต่อยาตัวเดิม ดังนั้น ในการใช้ยาฆ่าเชื้อจึงต้องรับประทานติดต่อจนครบกำหนดตามที่แพทย์สั่งจ่ายโดย เฉลี่ยประมาณ 5-7 วัน แต่ในโรคติดเชื้อบางชนิดอาจใช้ระยะเวลาสั้นกว่านี้ เช่น โรคติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ หรือบางโรคอาจต้องใช้เวลาในการรักษานานเช่น วัณโรค&lt;br /&gt;3.ใช้อย่างต่อเนื่อง ติดต่อกัน ห้ามหยุดยาเอง คือยาชนิดนี้จะเป็นยาที่ใช้รักษาโรคเรื้อรัง เช่น โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ยารักษาโรคเหล่านี้ต้องรับประทานต่อเนื่อง เพราะมันจะออกฤทธิ์ควบคุมอาการผิดปกติของร่างกายให้ลงมาอยู่ในระดับที่ ปลอดภัย พร้อมทั้งต้องไปพบแพทย์ตามนัดเพื่อติดตามผลการใช้ยา เพราะอาจมีการปรับเพิ่มหรือลดขนาดยา หรือเปลี่ยนชนิดยา ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับสภาวะคนไข้ในตอนนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;Q:เวลากลืนยาควรนั่งหรือยืน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;A:&lt;/span&gt;การ รับประทานยาเราสามารถนั่งหรือยืนก็ได้แต่ควรให้ลำตัวอยู่ในท่าตั้งตรงตั้ง ฉากกับพื้น นอกจากนี้การรับประทานยาบางชนิดจะมีคำแนะนำพิเศษหลังรับประทานยาบางชนิดจะมี คำแนะนำพิเศษหลังรับประทานยา เช่น ยากลุ่ม Bisphosphonate ที่รักษาภาวะกระดูกพรุน หลังรับประทานยาควรให้ผู้ป่วยอยู่ในท่านั่งหรือยืนประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชม. เนื่องจากหากผู้ป่วยอยู่ในท่านอนหรือเอนหลังจะทำให้ยาไหลย้อนกลับมายัง บริเวณหลอดอาหาร ซึ่งอาจจะระคายเคืองทำให้เป็นแผลหรือแสบร้อนได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;Q:ทำไมจึงควรดื่มน้ำเมื่อรับประทานยา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;A:&lt;/span&gt;เมื่อ เรารับประทานยาเข้าไป ยาจะต้องละลายแตกตัวออกจากรูปแบบเม็ดที่กลืนเข้าไป และดูดซึมไปสู่กระแสเลือดเพื่อออกฤทธิ์ ซึ่งในการละลายของยาก็ต้องอาศัยน้ำเป็นตัวทำละลายและแตกตัวจากเม็ดหากต้อง ดื่มน้ำน้อยเกินไปจะทำให้การออกฤทธิ์ของยาเปลี่ยนแปลงไป ระยะเวลาเริ่มออกฤทธิ์จะเปลี่ยนแปลงไปด้วย ระดับยาในกระแสเลือดอาจจะน้อยกว่าปกติทำให้มีประสิทธิภาพในการรักษาน้อยลง ดังนั้นจึงควรรับประทานพร้อมกับน้ำเปล่าหนึ่งแก้วเต็มๆและไม่ควรรับประทานยา ร่วมกับเครื่องดื่มอื่นๆ เนื่องจากอาจทำให้การออกฤทธิ์ของยาเปลี่ยนไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ข้อมูลจาก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท&lt;br /&gt;Sanook&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4265893165138912706-4619635953324578225?l=xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/feeds/4619635953324578225/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2009/12/blog-post_3232.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/4619635953324578225'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/4619635953324578225'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2009/12/blog-post_3232.html' title='วิธีกินยาอย่างมีประสิทธิภาพ'/><author><name>ojogabonitoo</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07502645820884715632</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4265893165138912706.post-4956262189669296970</id><published>2009-12-24T10:10:00.000-08:00</published><updated>2009-12-24T11:52:03.719-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มะเร็ง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ความเครียด'/><title type='text'>ความเหงาก่อให้เกิดการมะเร็งง่ายขึ้น และร้ายแรงขึ้น</title><content type='html'>ผลการวิจัยใหม่ในสหรัฐเพิ่มน้ำหนักต่อข้อสันนิษฐานที่ว่าความ เหงาทำให้เสี่ยงเป็นมะเร็งมากขึ้น และทำให้มะเร็งที่เป็นอยู่แล้วลุกลามมากยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเยลร่วมกับนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยชิคาโกศึกษากับ หนูพบว่า หนูที่ถูกขังเดี่ยวเป็นมะเร็งมากกว่าหนูที่อยู่เป็นกลุ่ม และเป็นมะเร็งชนิดร้ายแรงกว่า โดยระบุว่า สาเหตุเกิดจากความเครียด และน่าจะเกิดผลเช่นเดียวกันกับมนุษย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วงการแพทย์ทราบอยู่แล้วว่าผู้ป่วยมะเร็งที่หดหู่ซึมเศร้ามักมีอัตรารอด ชีวิตน้อยลง และเคยมีงานวิจัยพบว่ากำลังใจช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมมีสุขภาพดีขึ้น งานวิจัยล่าสุดพบว่า ความโดดเดี่ยวและความเครียดทำให้หนูนอร์เวย์ที่ชอบอยู่เป็นกลุ่มเสี่ยงเป็น มะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า หนูที่ถูกแยกขังมีจำนวนเนื้องอก 84 เท่าของหนูที่อยู่เป็นกลุ่มอย่างเหนียวแน่น และเป็นเนื้องอกที่เสี่ยงลุกลาม นอกจากนี้ยังมีฮอร์โมนความเครียดสูงกว่าและใช้เวลานานกว่าในการปรับตัวจาก ภาวะความเครียด นักวิจัยระบุว่า จะต้องนำผลการศึกษานี้ไปหาหนทางที่อาจจะลดความเสี่ยงเป็นมะเร็งลงได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้านมูลนิธิวิจัยมะเร็งอังกฤษเห็นว่า ผลการศึกษานี้ได้จากหนูทดลอง แต่การศึกษากับมนุษย์โดยทั่วไปไม่พบว่าความเครียดมีความสัมพันธ์โดยตรงกับ มะเร็งเต้านม แต่ ก็อาจเป็นไปได้ว่าสถานการณ์ความเครียดอาจมีผลทางอ้อมด้วยการทำให้คนใช้ชีวิต ไม่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง เช่น รับประทานมากเกินไป ดื่มสุราหนัก สูบบุหรี่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ข้อมูลจาก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;Sanook&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4265893165138912706-4956262189669296970?l=xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/feeds/4956262189669296970/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2009/12/blog-post_3084.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/4956262189669296970'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/4956262189669296970'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2009/12/blog-post_3084.html' title='ความเหงาก่อให้เกิดการมะเร็งง่ายขึ้น และร้ายแรงขึ้น'/><author><name>ojogabonitoo</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07502645820884715632</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4265893165138912706.post-4445897282180462034</id><published>2009-12-24T10:08:00.000-08:00</published><updated>2010-03-14T00:18:39.249-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพผิวหน้า'/><title type='text'>ใบหน้ากระตุก เสียบุคลิก</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(153, 0, 0);"&gt;รักษาถูกวิธี...ฟื้นความมั่นใจ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใบหน้า ถือเป็นอวัยวะที่สำคัญส่วนหนึ่งของร่างกาย เป็นปราการด่านแรกในการเสริมสร้างบุคลิกภาพให้ดูดี ดังนั้นทุกคนจึงพยายามดูแลรักษาใบหน้าของตนเองให้สดใสสวยงาม แต่หากใครบางคนมีใบหน้าอยู่ในสภาวะ "กระตุก"คงทำให้เกิดความรู้สึกขาดความมั่นใจไม่น้อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พันเอก นายแพทย์ สิรรุจน์ สกุลณะมรรคา ประสาทศัลยแพทย์ รพ.พระมงกุฎเกล้าฯ อธิบายถึงสาเหตุของการเกิดใบหน้ากระตุกให้ฟังว่า อาการใบหน้ากระตุก ส่วนใหญ่มักเป็นข้างเดียว และส่วนที่กระตุกจะอยู่นอกเหนือการ ควบคุม บางครั้งก็เห็นได้ชัด บางครั้งมองไม่เห็นเพียงแค่เจ้าตัวรู้สึกเท่านั้น มีทั้งแบบที่เป็นชั่วคราวแล้วหายเอง และแบบที่เป็นถาวร พบได้ทั้งหญิงและชาย แต่จะพบในผู้หญิงมากกว่า โดยเฉลี่ยอายุประมาณ 40-70 ปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลักษณะของใบหน้ากระตุก คือ การที่กล้ามเนื้อ ที่ใบหน้าซีกใดซีกหนึ่งเกิดอาการกระตุกนอกเหนือการควบคุม โดยอาการแรกเริ่มจะเริ่มจากการกระตุกของใบหน้าด้านใดด้านหนึ่งเพียงเล็กน้อย ก่อน เริ่มจากที่เปลือกตาด้านล่างก่อน แล้วกระจายมาที่เปลือกตาด้านบน จากนั้นจะลามมาที่แก้มและมุมปาก ในบางครั้งเป็นมากขึ้นอาจจะลามไปถึงคอได้ หรือในบางรายอาจจะไม่ได้เรียงลำดับการเกิดอย่างที่กล่าวมาก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ใบ หน้ากระตุก เป็นโรคที่ส่วนใหญ่เกิดจากหลอดเลือดแดงในสมองบริเวณแถบก้านสมองเกิดการคดงอ เนื่องจากอายุที่มากขึ้น จึงทำให้หลอดเลือดมีการแข็งตัว หลอดเลือดที่คดงอนี้จะไปสัมผัสกับเส้นประสาทที่มาควบคุมกล้ามเนื้อบริเวณใบ หน้า ซึ่งเป็นเส้นประสาทสมอง คู่ที่ 7 ที่อยู่ติดกับก้านสมอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อ เส้นเลือดเต้นตามจังหวะหัวใจ หลอดเลือดจะกระแทกเส้นประสาทนี้ทำให้เส้นประสาทส่งกระแสประสาทนอกเหนือการ สั่งของสมอง ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า เปลือกตา ริมฝีปาก ในด้านนั้นเกิดอาการเขม่น กระตุกอย่างต่อเนื่องโดยที่ไม่สามารถควบคุมได้"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โรค นี้ไม่ได้ทำได้เกิดการเป็นอัมพาต และอัมพฤกษ์ รวมทั้งไม่ได้เป็นโรคอันตรายร้ายแรงแต่อย่างใด แต่อาจจะทำให้ผู้ที่เป็นเกิดความรำคาญ เสียบุคลิก รบกวนการทำงานในชีวิตประจำวัน เมื่อมาตรวจ แพทย์จะซักประวัติเพื่อแยกโรคใบหน้ากระตุกออกจากกลุ่มที่เป็นโรคนอกเหนือจาก หลอดเลือดที่ไปสัมผัส หรือกระตุ้นเส้นประสาทคู่ที่ 7 เช่น โรคเนื้องอกในสมอง โรคเนื้องอกบริเวณก้านสมอง โรคเปลือกตากระตุก หรือกล้ามเนื้อเปลือกตาเขม่น เพราะสาเหตุและปัจจัยในการเกิดโรคแตกต่างกัน โดยเริ่มจากการให้ยาไปทาน ถ้าทานยาแล้วไม่ดีขึ้นภายใน 2-3 สัปดาห์ แพทย์จะทำการเอกซเรย์ เอ็ม อาร์ ไอ สมองเพื่อแยกโรค&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับโรคที่คล้าย ๆ กัน ได้แก่ เปลือกตาเขม่น ซึ่งมีปัจจัยภายนอกกระตุ้นได้หลายปัจจัย เช่น ร่างกายอ่อนล้า เครียด มีภาวะการอดนอนพักผ่อนไม่เพียงพอ รวมทั้ง การใช้สายตามากเกินไป ดื่มเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนมากไป จะเป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดอาการได้ โดยโรคสามารถหายเองได้ เมื่อตัดปัจจัยกระตุ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โรคใบหน้ากระตุก เมื่อเป็นแล้ว การรักษาสามารถทำได้ 3 วิธีด้วยกัน เริ่มจาก การรักษาด้วยยา โดยใช้ยาชนิดเดียวหรือหลายชนิดร่วมกัน ซึ่งยาที่รักษาได้ผลดีจะเป็น กลุ่มยากันชัก รวมทั้งยากดการทำงานของเส้นประสาท เพื่อลดการส่งกระแสที่ผิดปกติ ซึ่งอาจจะมีฤทธิ์ข้างเคียงที่พบบ่อย คือ ทำให้ง่วงนอนได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ผู้ป่วยจะต้องทานยาไปเรื่อย ๆ เพื่อลดอาการจนกระทั่งดีขึ้น มีอาการใบหน้ากระตุกน้อยลง สำหรับปริมาณยาที่แพทย์จะให้กับผู้ป่วย นั้น จะเริ่มให้จากปริมาณ น้อยก่อน จากนั้นจะเพิ่มยาขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงในระดับที่สามารถควบคุมโรคได้ หรือ บางรายอาจจะต้องเพิ่มยามากกว่า 1 ชนิดขึ้นไป"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การรักษาอีกวิธีหนึ่ง คือ การฉีดยาเฉพาะที่ เพื่อระงับการแพร่กระจายของกระแสประสาทที่ไปสู่กล้ามเนื้อ เป็นการยับยั้งกล้ามเนื้อกระตุก วคราว ซึ่งเป็นยาชนิดเดียวกันกับยาที่ฉีดให้หน้าตึง การฉีดยาลบรอยย่นหรือลดการเกร็งแขน ขา โดยระยะเวลาในการฉีดจะห่างกันประมาณ 3-6 เดือน ซึ่งการฉีดในแต่ละครั้งจะต้องฉีดหลายจุด ตามตำแหน่งที่มีการกระตุก การรักษาด้วยการฉีดยา มีข้อจำกัดอยู่ที่ หากมีการฉีดยามากเกินไป ก็อาจทำให้หน้าเบี้ยว หนังตาตกได้ รวมทั้งมีค่าใช้จ่าย ในการรักษาที่ค่อนข้างสูง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุดท้ายของการรักษาโรคใบหน้ากระตุก คือ การผ่าตัดสมอง เป็นการรักษาเพื่อเขี่ยหลอดเลือดที่สัมผัสกับเส้นประสาทออก โดยจะทำการผ่าตัดที่บริเวณหลังใบหู การรักษาด้วยวิธีนี้เป็นการแก้ไขที่ตรงจุดและถาวร แต่ ผู้ป่วยที่เป็นมักรู้สึกไม่ดีกับการผ่าตัด และอาจมีความเสี่ยงเหมือนการผ่าตัดสมองทั่ว ๆ ไป เช่น มีเลือดออกหลังผ่าตัด แผลติดเชื้อ การ ได้ยินลดลง เพราะทำการผ่าตัดที่บริเวณใกล้เส้นประสาทหู โดยรวมอาการแทรกซ้อนพบได้ประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม อัตราการหายขาดเป็นที่น่าพอใจมาก อยู่ที่ประมาณ 70-90 เปอร์เซ็นต์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การ ดูแลตัวเองสามารถทำได้โดยหากพบว่าตนเองมีอาการในลักษณะเช่นนี้ควรรีบพบแพทย์ ประการแรก คือ มี การเขม่นของใบหน้า หรือตา เป็นเวลาติดต่อกันมากกว่า 1-3 สัปดาห์ ประการต่อมา ใบหน้า ตา กระตุกหรือเขม่น ร่วมกับอาการผิดปกติทางระบบประสาทอื่น เช่น หนังตาบน หนังตาล่าง แก้ม ใบหน้าชาหรือแสบ ใบหน้าเบี้ยว หนังตาตก ใบหน้าเคลื่อนไหวผิดปกติ บิดเบี้ยว รวมทั้งมีการกระตุกของส่วนอื่นในร่างกายร่วมด้วย ตลอดจน อาการที่มีลักษณะเปลือกตาปิดสนิทเมื่อมีอาการตาเขม่น รวมทั้ง ใบหน้า หรือตากระตุก หรือเขม่น ร่วมกับตาบวมแดง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้ามีอาการใบหน้ากระตุก อย่าตกใจ ต้องทำการแยกโรคก่อนเป็นลำดับแรก ว่าเราจัดอยู่ในกลุ่มโรคใด เพื่อจะได้รักษาอย่างถูกต้อง แม้จะเป็นโรคที่ต้องใช้เวลาในการรักษา อาจก่อให้เกิดความรำคาญแก่ผู้ป่วยได้ แม้ไม่ใช่โรคที่อันตรายร้ายแรง แต่ก็ ไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะการแพทย์ในปัจจุบันสามารถรักษาได้ โดยที่ผู้ป่วยสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้หลังจากการรักษา.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(153, 0, 0);"&gt;สรรหามาบอก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- สำนักเสริมศึกษาและบริการสังคม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอเชิญผู้สนใจรับฟังบรรยายความรู้ด้านสุขภาพ เรื่อง "มะเร็งตับ ทางเดินถุงน้ำดีและอาการหอบเหนื่อย" โดยคณาจารย์คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ใน วันอังคารที่ 22 ธันวาคม 2552 เวลา 10.00-15.00 น. ณ อาคารวิทยาลัยนวัตกรรมชั้น 5 ห้อง 513 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ กท. สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 0-2613-3822-5, 0-2623-5072&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- โรงพยาบาลพญาไท 2 ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข จัดโครงการรณรงค์การให้วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอในปี 2552 เพื่อเป็นการป้องกันการระบาดในประเทศกลุ่มเสี่ยงจากการแพร่เชื้อโปลิโอกับ เด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ พร้อมทั้งให้คำแนะนำแก่ผู้ปกครองของเด็กให้เห็นถึงความจำเป็นและประโยชน์จาก การรับวัคซีน โดยทางโรงพยาบาลพญาไท 2 จะจัดให้บริการหยอดวัคซีนป้องกันโรคโปลิโอฟรี !! ที่ศูนย์สุขภาพเด็กชั้น 2 อาคาร 2 ครั้งที่ 1 วันพุธที่ 23 ธันวาคม 2552 และครั้งที่ 2 วันพุธที่ 27 มกราคม 2553 ผู้ปกครองสนใจสอบถามรายละเอียดได้ ที่กุมารแพทย์และพยาบาล ศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลพญาไท 2 โทร. 1772&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดสัญจรมอบบริการตรวจสุขภาพฟรี พร้อมเชิญชวนผู้ที่รักสุขภาพ โดยเฉพาะผู้สูงวัยร่วมงาน "สุขภาพดีเพื่อการท่องเที่ยว..สัญจร" หนึ่งในกิจกรรมเพื่อสุขภาพภายใต้โครงการ "โบนัสแห่งวัย ปี 3" โดยภายในงานจะมีการจัดกิจกรรมแบ่งเป็นโซนต่าง ๆ อาทิ โซนฟิตร่างกายให้พร้อมก่อนเดินทาง โซนเที่ยวแบบผู้สูงวัย ฯลฯ ใน วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม 2552 ณ สวนรมณีนาถ บริเวณลานเต้นแอโรบิก ประตูด้านถนนมหาไชย และ วันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม 2552 ณ สวนหลวง ร.9 บริเวณลานออกกำลังกาย ข้างสวนกล ประตูมณฑารพ ทางเข้าด้านเสรีเซ็นเตอร์ ตั้งแต่เวลา 06.00-10.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม เบอร์เดียวเที่ยวทั่วไทย 1672 หรือ 0-2652-0777-80 ต่อ 109.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(204, 0, 0);"&gt;เคล็ดลับสุขภาพดี&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(204, 0, 0);"&gt;แนะเทคนิคช่วยบรรเทาอาการ 'เมารถ'&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เทศกาลปีใหม่นี้เชื่อว่าหลายคนคงมีเป้าหมายคล้าย ๆ กัน นั่นคือ การเดินทางท่องเที่ยวหรือกลับภูมิลำเนา โดยจุดหมายปลายทางนั้น บางคนอาจอยู่ใกล้ หรือบางคนอยู่แสนไกลต้องอาศัยยวดยานพาหนะ ไม่ว่า จะเป็นรถ เรือ เครื่องบิน จนบางครั้งทำให้เกิดอาการเหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้า วิงเวียนศีรษะ วันนี้เคล็ดลับสุขภาพดีมีเทคนิคการป้องกันและแก้ไขอาการวิงเวียน เมารถ เมาเรือ มาแนะนำกันค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาการเมารถเกิดจากขณะเคลื่อนไหวสมองเกิดความ สับสน ประสาทหลอน (Hallucination) เนื่องจากข้อมูลที่รายงานเข้ามาจากหูและตาไม่สอดคล้องกับข้อมูลจากอวัยวะคุม การทรงตัวของร่างกาย (Balancing organ) ที่อยู่ในหูชั้นใน ถ้าหยุดการเคลื่อนไหวอาการเมาก็จะค่อย ๆ หายไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์ หัวหน้าศูนย์สุขภาพ โรงพยาบาลพญาไท 2 แนะนำเทคนิคในการช่วยบรรเทาอาการเมายานพาหนะว่า เริ่มจากการป้องกันก่อนคือ ก่อนเดินทางอย่ารับประทานอาหารให้อิ่มจนเต็มท้องเพราะถ้ามีของเต็มกระเพาะจะ มีแนวโน้มที่จะอาเจียนออกมาง่าย โดยเฉพาะของมันหรือเลี่ยนเพราะย่อยยากค้างอยู่ในกระเพาะนานจะทำให้อาเจียน ได้และควรขับถ่ายให้เรียบร้อยเพราะการอั้นอุจจาระขณะเดินทางจะทำให้ลำไส้ทำ งานผิดปกติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การนั่งรถควรเลือกนั่งรถแถวหน้า ๆ หันหน้าไปทางหน้ารถ เพราะการนั่งหน้ารถและมองไปข้างหน้าจะทำให้ตาและหูของเรารับรู้การเคลื่อน ไหวของรถไปพร้อม ๆ กับอวัยวะควบคุมการทรงตัวที่หูชั้นในจึงมีโอกาสเมาน้อยกว่า และอย่าอ่านหนังสือหรือตั้งใจมองอะไรที่เป็นของเล็ก ๆ เขย่า ๆ หรือเคลื่อนไหวบนรถ เพราะการเคลื่อนไหวของตัวเรากับวัสดุในรถจะไม่ไปด้วยกันทำให้สมองสับสนถึง ตำแหน่งที่แท้จริงของตัวเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ การมองไปไกล ๆ จับเส้นขอบฟ้าไว้เป็นครั้งคราวเพื่อให้สมองมั่นใจว่าอะไรอยู่บน อะไรอยู่ล่าง อะไรอยู่ซ้าย อะไรอยู่ขวา ขณะที่รถหรือยานพาหนะเคลื่อนไหววนไปมา ต้องมองหาอะไรที่ไกล ๆ และนิ่ง ๆ และรู้ตัวว่าเรากำลังเคลื่อนไหวไปขณะที่จุดนั้นนิ่งเพื่อ ให้สมองทราบสถานะและตำแหน่งของตัวเองถูกต้องก็จะไม่มีอาการเมาเกิดขึ้น สำหรับใครต้องการจะใช้ยาในการป้องกันอาการเมารถนั้น ควรรับประทานก่อนออกเดินทางครึ่งชั่วโมง เช่น ยาแอนตี้ฮิสตามีน ชื่อ ดรามามีน จำนวน 1 เม็ด ยาชนิดนี้จะทำให้มีอาการง่วงได้หรือใช้แผ่นปลาสเตอร์แปะแก้เมา ชื่อ ทรานส เดิร์ม สค็อป แปะไว้ที่หลังหูล่วงหน้าก่อนเดินทาง 2-3 ชั่วโมงขึ้นไป ยานี้มีฤทธิ์ป้องกันได้นาน 72 ชั่วโมง แต่หากป้องกันแล้วหรือไม่ได้ป้องกัน มีอาการท้องไส้ปั่นป่วนมาก การดื่มน้ำอัดลมในปริมาณที่พอเหมาะจะช่วยบรรเทาได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากมีอาการวิง เวียนศีรษะ การสูดหายใจลึก ๆ รับลมเย็น ๆ หรือใช้ผ้าเย็นเช็ดหน้าผากและใบหน้าจะช่วยลดอาการได้ นอกจากนี้ควรพกยาดม ยาลม ยาหอมและกลิ่นสมุนไพรไว้สูดดมแก้อาการวิงเวียนหรืออาจจะ ใช้กลิ่นเปลือกส้มเขียวหวาน บีบเปลือกให้แตกพ่นกลิ่นออกมาเพื่อสูดดมก็ได้ อย่างไรก็ตาม ถ้า มีอาการแย่ไม่ไหวจริง ๆ ให้นอนลงแล้วหลับตาเพื่อปิดการส่งสัญญาณภาพเข้าสมองเป็นการลดความสับสนให้ สมองได้รับสัญญาณจากอวัยวะคุมการทรงตัวที่อยู่ที่หูชั้นในเพียงอย่างเดียว อาการจะดีขึ้น ถ้าม่อยหลับไปจริง ๆ จะยิ่งดี เพราะขณะนอนหลับสมองส่วนควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายจะปิดรับสัญญาณเข้าใด ๆ ความสับสนที่สัญญาณขัดแย้งกันไม่มี อาการเมาก็จะหายไปเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทราบ เทคนิคกันหลากหลายวิธีเช่นนี้แล้วหวังว่าผู้อ่านจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ หากมีอาการเมารถหรือยานพาหนะอื่น ๆ เพื่อจะได้ท่องเที่ยวอย่างสนุกสนานในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่จะถึงนี้ และขอให้เดินทางโดยปลอดภัยนะคะ.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ข้อมูลจาก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;Sanook&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4265893165138912706-4445897282180462034?l=xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/feeds/4445897282180462034/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2009/12/blog-post_5838.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/4445897282180462034'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/4445897282180462034'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2009/12/blog-post_5838.html' title='ใบหน้ากระตุก เสียบุคลิก'/><author><name>ojogabonitoo</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07502645820884715632</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4265893165138912706.post-5672595085561800682</id><published>2009-12-24T10:06:00.000-08:00</published><updated>2009-12-24T11:52:13.134-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ออกกำลังกาย'/><title type='text'>10 ท่า ออกกำลังกายเผื่อกระชับสัดส่วน</title><content type='html'>สาว ๆ วัยทำงานที่รู้สึกว่าตัวเองคือมนุษย์เงินเดือน ต่างก็ทุ่มเทเวลาให้กับการทำงาน หลังเลิกงานก็ตรงกลับบ้าน และเลือกที่จะดูแลตนเองเพียงแค่ควบคุมอาหารการกิน ดูแลผิวพรรณ และนอนหลับพักผ่อน เพราะหลายคนรู้สึกเหนื่อยเกินกว่าจะไปออกกำลังกายได้อย่างสม่ำเสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากไม่ยืดเส้น ยืดสาย ขยับแขนขากันบ้าง ระวังสัดส่วนจะไม่กระชับดั่งใจ และอาจจะต้องทนเมื่อยล้ากล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ เพราะฉะนั้น ลองหันมาออกกำลังกายในท่าง่าย ๆ ทำได้ที่บ้านทั้ง 10 ท่า ต่อไปนี้...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;บริหารต้นขาและสะโพก&lt;/span&gt; ด้วยการนอนตะแคงข้าง ยกขาข้างหนึ่งขึ้น-ลง และสลับทำอีกข้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;บริหารหน้าท้องและต้นขา&lt;/span&gt; ให้นอนหงาย ชันเข่าขึ้น ก่อนยกศีรษะไปทางด้านขวาพร้อมยกขาขวา หากยกศีรษะไปทางด้านซ้าย ก็ให้ยกขาซ้าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3.&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;บริหารช่วงเอว&lt;/span&gt; ยืนตรงแยกขาทั้งสองข้างห่างพอประมาณ จากนั้นยกแขนให้มือทั้งสองข้างประสานกันโดยหงายฝ่ามือออก และเอียงตัวไปด้านข้างสลับกันไปมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4.&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;บริหารแผ่นหลัง&lt;/span&gt; ช่วงหน้าอก และต้นขา ยกแขน และขาทั้งสองข้างขึ้น-ลงพร้อม ๆ กัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5.&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;บริหารต้นขา และหน้าท้อง&lt;/span&gt; ให้นอนราบ วางแขนสองสองข้างแนบลำตัว ยกขาทั้งสองข้างขึ้น-ลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6.&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;บริหารหน้าขา&lt;/span&gt; นอนราบกับพื้น แขนสองข้างวางแนบลำตัว ยกขาเตะสลับ สองจังหวะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;7.&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;บริหารต้นขา&lt;/span&gt; ยืนตรง แยกปลายเท้าห่างพอสมควร มือสองข้างจับช่วงเอว แล้วยอตัวขึ้น-ลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;8.&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;บริหารคอ&lt;/span&gt; ยืนตรง แขนแนวลำตัว หันศีรษะและลำตัวไปด้านซ้ายสลับขวา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;9.&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;บริหารสะโพก&lt;/span&gt; ให้คว่ำหน้าลงพื้น ชันศอกและเข่า ยกขาเหยียดตรงออกนอกลำตัวไปทางด้านหลังสลับขาซ้าย-ขวา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;10.&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;บริหารต้นขาและสะโพก&lt;/span&gt; ด้วยการนอนราบลงกับพื้น วางแขนชิดลำตัว ยกขาทั้งสองข้างพร้อมกันในลักษณะงอเข่า พยามให้หน้าขาชิดถึงบริเวณหน้าท้อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บริหารร่างกายด้วยท่าข้างต้นเป็นประจำ จะช่วยบริหารกล้ามเนื้อ แถมยังช่วยกระชับสัดส่วนได้ดี เหมาะกับสาว ๆ ที่ไม่ค่อยมีเวลาออกกำลังกายอย่างจริงจัง ...วันนี้ กลับถึงบ้านแล้วลองทำดู.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ข้อมูลจาก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;Sanook&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4265893165138912706-5672595085561800682?l=xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/feeds/5672595085561800682/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2009/12/10.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/5672595085561800682'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4265893165138912706/posts/default/5672595085561800682'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12cc8fhm1bh7cld7d.blogspot.com/2009/12/10.html' title='10 ท่า ออกกำลังกายเผื่อกระชับสัดส่วน'/><author><name>ojogabonitoo</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07502645820884715632</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4265893165138912706.post-6239626751362385846</id><published>2009-12-24T10:03:00.000-08:00</published><updated>2009-12-24T11:52:19.469-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สมาธิ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โยคะ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ออกกำลังกาย'/><title type='text'>สวย อ่อนกว่าวัย ได้ด้วยโยคะ</title><content type='html'>การฝึกโยคะมีผลต่อจิตของกายในทุกๆ ด้าน เช่น ด้านร่างกาย โดยผ่อนคลาย รักษา และสร้างความแข็งแรง ยืดเส้นยืดสายระบบกระดูก กล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อหัวใจ ระบบการย่อยอาหาร ต่อมต่างๆ ในร่างกาย และระบบประสาท ผลทางด้านจิตใจ จะเกิดผ่านการสร้างจิตใจที่สงบ ความตื่นตัวและสมาธิ ผลทางด้านจิตวิญญาณ คือ การเตรียมพร้อม สำหรับการทำสมาธิ และสร้างความแข็งแกร่งจาก "ภายใน"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่าง่ายๆ สำหรับช่วงเวลาที่เร่งรีบ โยคะไม่จำเป็นต้องไปทำตามสถานโยคะเสมอไป เรามีโยคะง่ายๆ ที่คุณสามารถทำเองได้ ทั้งที่บ้านและที่ทำงาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(153, 51, 0);"&gt;งั้นเรามาเริ่มรู้จักท่าง่ายๆ สำหรับเรากันเลยค่ะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. นวดหลัง นอนหงายราบกับพื้น งอหัวเข่าทั้งสองข้างเข้ามาชิดหน้าอก และใช้มือทั้งสองข้างกอดเข่าไว้ พลิกตัวไปข้างซ้ายและขวาสลับกัน จากนั้นโยกตัวไปข้างหน้าและหลัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. หายใจ นั่งขัดสมาธิ หลับตา ค่อยๆ หายใจเข้าออกลึกๆ นั่งสงบเช่นนี้ประมาณ 5 นาที จะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. ทำตัวให้อ
